แมงกะพรุนลอดช่องโผล่ทะเลกระบี่ ชาวประมงพื้นบ้านออกเรือจับขายรายได้ดี พ่อค้ารับซื้อถึงที่

แมงกะพรุนลอดช่องโผล่ทะเลชายฝั่งคลองทราย-ดินแดงน้อย ต.หนองทะเล อ.เมือง จ.กระบี่ จำนวนนับแสนตัว ชาวประมงกว่า 100 ราย แห่นำเรือออกทะเลจับขาย สร้างรายได้วันละ 3,000-5,000 บาท เผยปีนี้แมงกะพรุนมาเร็วกว่าทุกปี ขณะพ่อค้ารับซื้อในราคาสูงตัวละ 5-7บาท เนื่องจากแมงกะพรุนทะเลกระบี่มีขนาดใหญ่และอุดมสมบูรณ์201612161006323-20021028190245เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณชายฝั่งทะเล บ้านคลองทราย-ดินแดงน้อย หมู่ที่ 6 ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ผู้ประกอบการซึ่งเป็นพ่อแม่ค้ารับซื้อแมงกะพรุนจำนวนกว่า 15 ราย มาตั้งเต็นท์รอรับซื้อแมงกะพรุนตลอดแนวชายฝั่ง โดยมีชาวประมงพื้นบ้านทั้งในจังหวัดกระบี่ และจังหวัดใกล้เคียงนำเรือกว่า 100 ลำ บรรทุกแมงกะพรุนที่จับได้มาขายอย่างไม่ขาดสาย บรรยากาศคึกคัก หลังมีแมงกะพรุนลอดช่อง โผล่ในทะเลจำนวนนับแสนตัว ชาวประมงออกเรือลำละ 2 คน เพื่อไปจับแมงกะพรุนกลางทะเลนำมาขายให้พ่อค้าที่มารับซื้อ สร้างรายได้วันละ 3-5 พันบาท201612161006322-20021028190245นายอุดร บุตรหลี อายุ 35 ปี สมาชิก อบต.หนองทะเล กล่าวว่า แมงกะพรุนลอดช่องมีอยู่เฉพาะในทะเลฝั่งอันดามันเท่านั้น เช่น กระบี่ พังงา ภูเก็ต ตรัง และระนอง โดยในปีนี้ เริ่มพบมาโดยกลุ่มพ่อค้าจะรับซื้อในราคาตัวละประมาณ 5-7 บาท ทำให้ชาวประมงมีรายได้เฉลี่ยวันละไม่น้อยกว่า 3,000-5,000 บาท ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้อบางรายสามารถซื้อแมงกะพรุนจากชาวประมงได้ถึง 25,000 ตัวต่อวัน รวมทั้งหมด 15 ราย สามารถรับซื้อแมงกะพรุนได้กว่า 100,000 ตัว เงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท201612161006321-20021028190245สำหรับแมงกะพรุนที่รับซื้อก็จะนำไปขายต่อยังตลาดมหาชัย หรือพ่อค้าอีกทอดหนึ่ง โดยทราบว่า แมงกะพรุนดังกล่าวนี้ก็จะถูกส่งออกไปขายยังตลาดต่างประเทศ เช่น ประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งมีออเดอร์สั่งเข้ามาตลอดทั้งปี สำหรับทะเลกระบี่ พบว่าแมงกะพรุนมีตัวใหญ่ เนืองจากมีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่และใกล้เคียง ปรับเปลี่ยนจากจับปลา มาจับแมงกะพรุนขายแทน

โดยปีหนึ่งสามารถจับแมงกะพรุนได้ประมาณ 3 เดือนเท่านั้น คือตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ของทุกปี แต่ปีนี้ชาวบ้านโชคดีหน่อยพบแมงกะพรุนเร็วกว่ากำหนด ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น เพียงพอเลี้ยงครอบครัวโดยไม่เดือดร้อน

ที่มา>>>ข่าวสด

ฮือฮา!ชาวบ้านลากอวนได้ปลาบึกยักษ์หนัก 110 ก.ก.ส่งขายแม่ค้า ร้านอาหารแย่งกันซื้อไปทำเมนูเด็ด

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ผู้สื่อข่าว จ.นครพนม รับแจ้งจากแม่ค้าปลาในตลาดสดเทศบาลเมืองนครพนม ว่า มีชาวประมงพื้นบ้านล่าปลาบึกจาก 3 จังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขงนำมาส่งขายให้ 3 ตัวรวมน้ำหนัก 260 กิโลกรัม โดยเฉพาะตัวใหญ่สุดมีน้ำหนักมากถึง 110 กิโลกรัม สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่ขับรถผ่านไปมาที่พบเห็น เพราะเป็นปลาที่หายากในรอบ 3 เดือน จะพบเห็นได้แค่ 1-2 ตัวเท่านั้น หลังรับซื้อไว้ไม่ถึง 2 ชั่วโมง ปรากฏว่ามีร้านอาหารและภัตตาคารชื่อดังหลายแห่ง แย่งกันจองหน้าเขียงไปประกอบเมนูเด็ด

OLYMPUS DIGITAL CAMERAนางเด่น คันทักษ์ วัย 59 ปี แม่ค้าขายปลาในตลาดเทศบาลเมืองนครพนม กล่าวว่า ช่วงปลายฝนต้นหนาวและใกล้เทศกาลออกพรรษา จะมีชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ จ.นครพนม บึงกาฬ และจ.มุกดาหาร ลากอวนหาปลาในแม่น้ำโขง ได้ปลาหลายชนิดน้อยใหญ่ก็จะนำมาขายให้ตน ที่ผ่านมามีเฉพาะชาวประมงริมตลิ่งแม่น้ำโขงของ จ.นครพนม นำมาขายให้เพื่อให้ตนชำแหละ ก่อนมีออร์เดอร์สั่งจองไว้ล่วงหน้า เพื่อส่งตามภัตตาคาร โรงแรม และร้านอาหารชื่อดังหลายแห่งOLYMPUS DIGITAL CAMERAแม่ค้าปลาวัย 59 ปี กล่าวต่อว่า หลังจากมีข่าวแพร่สะพัดออกไปว่าตนรับซื้อปลาขนาดใหญ่หลายชนิดที่นิยมนำไปทำเมนูเด็ด หายากและมีราคาแพง มีชาวประมงจากจ.บึงกาฬ นำปลาบึกที่ล่าได้จากแม่น้ำโขง มาขายให้น้ำหนัก 110 กิโลกรัม จากจ.มุกดาหาร จำนวน 1 ตัว น้ำหนัก 90 กิโลกรัม และจาก จ.นครพนม อีก 1 ตัวน้ำหนัก 60 กิโลกรัม โดยเฉพาะปลาบึก 3 ตัวที่รับซื้อไว้วันนี้รวมน้ำหนัก 260 กิโลกรัม ซื้อในราคากิโลกรัมละ 250 บาท เป็นเงิน 65,000 บาท หากชำแหละแล้วจะขายต่อในราคากิโลกรัมละ 300 บาทOLYMPUS DIGITAL CAMERA“สาเหตุที่ชาวประมงนำปลาบึกมาขายให้ เพราะแม่ค้าพ่อค้าใน จ.มุกดาหาร และ จ.บึงกาฬ ไม่กล้ารับซื้อเป็นตัวเพราะใช้ทุนสูง ชาวประมงพื้นบ้านจึงเบนเข็มมาขายให้ที่ร้าน เพื่อชำแหละส่งขายในร้านอาหารหลายแห่ง โดยแต่ละแห่งสั่งครั้งละ 50-100 กิโลกรัม ปรากฏว่าภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง หลังข่าวแพร่สะพัดออกไปปลาบึก 3 ตัวใหญ่หมดในเวลาอันรวดเร็ว หลังรับโทรศัพท์จากร้านอาหารชื่อดังแทบไม่ทัน เพราะเป็นปลาที่หายากและเป็นที่นิยมของผู้บริโภค เชื่อว่าผู้ที่ได้รับประทานแล้วจะมีอายุยืนยาว ร้านอาหารนิยมนำไปผัดเผ็ด ผัดฉ่า ต้มยำ รสชาติเนื้อปลาอร่อยมากที่สุดในบรรดาปลาตระกูลหนัง โดยเฉพาะปลาธรรมชาติที่ล่าได้จากแม่น้ำโขง” นางเด่น กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างที่นางเด่นแม่ค้าปลา ชำแหละปลาบึกยักษ์ 3 ตัว เพื่อส่งให้ร้านอาหารอีกทอด ปรากฏว่าผู้ที่ขับรถผ่านไปทางออกตลาดสดพบเห็น มาขออุ้มปลาบึกปลาน้ำจืดขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งน้ำหนัก 110 กิโลกรัม รวม 4 คน เพื่อขอถ่ายภาพลงในสื่อโลกออนไลน์แทบอุ้มไม่ขึ้น

ที่มา>>>ข่าวสด

ช่วยระทึก! 3 ชั่วโมงครอบครัวโลมา 10 ตัว ว่ายหลงเข้าแนวชะลอคลื่นป่าชายเลนบางหญ้าแพรก

 เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวประมงชายฝั่งว่า มีโลมาฝูงใหญ่จำนวน 10 ตัว หลงเข้ามาติดอยู่ภายในแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่น ใกล้กับพื้นที่อนุรักษ์ป่าชายเลน หมู่ที่ 6 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โดยทางชาวบ้านและเจ้าหน้าที่จากศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2 จังหวัดสมุทรสาครกว่า 20 คน กำลังพยายามช่วยกันนำโลมาทั้งหมดกลับออกสู่ทะเล ก่อนที่ระดับน้ำทะเลจะลดลง ซึ่งสภาพพื้นที่ตรงจุดที่พบโลมาหลงว่ายเข้ามาติดอยู่นั้น อยู่ห่างจากริมฝั่งออกไปประมาณ 300 เมตร มีแนวไม้ไผ่ชะคลื่นที่ปักใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว และยังมีบางส่วนกำลังดำเนินการอยู่ โดยตลอดระยะแนวไม้ไผ่ชะคลื่นทุกๆ 1,000 เมตร จะมีช่องว่างขนาดประมาณ 1 เมตร 1 ช่อง กลายเป็นข้อเสียที่ทำให้โลมาที่หลงว่ายเข้ามาในแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่นนั้นหาทางกลับออกไปไม่ได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านที่ลงไปช่วยครอบครัวโลมาทั้ง 10 ตัว ใช้วิธียืนเรียงเป็นหน้ากระดาน แล้วตีวงล้อม ก่อนจะค่อยๆ เดินต้อนฝูงโลมาไปทางช่องว่างของแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่นที่ใกล้ที่สุด เพื่อให้โลมาออกไปสู่ทะเล แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แม้คราวนี้โลมาจะอยู่ในน้ำ แต่ชาวบ้านที่ให้การช่วยเหลือก็มองไม่เห็นว่าโลมาว่ายน้ำไปทางทิศไหนบ้าง มีบางตัวตีฝ่าวงล้อมออกไปอีกทางหนึ่ง ก็ต้องพยายามไปต้อนกลับมา ส่วนตัวที่อยู่ในวงล้อม ก็พยายามตีน้ำเพื่อดิ้นหนีตามสัญชาตญาณสัตว์ ซึ่งกว่าจะช่วยกันต้อนให้ออกไปสู่ทะเลได้หมดทั้ง 10 ตัว ก็ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง นายรุ่งเรือง ลิ้มเรืองอำพล อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 85/5 หมู่ที่ 2 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ประกอบอาชีพชาวประมงพื้นบ้าน (ชายฝั่ง) บอกว่า แนวไม้ไผ่นี้ แม้จะช่วยเรื่องของการชะลอคลื่น ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้ก็จริง แต่ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อโลมาเข้ามาหากินสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่งแล้ว ไม่สามารถหาทางกลับออกไปได้ในทิศทางเดิม ซึ่งในพื้นที่ตำบลบางหญ้าแพรกเพิ่งจะเกิดปัญหานี้เป็นครั้งแรก เพราะแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่นเพิ่งปักเสร็จใหม่ๆ วิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ควรมีช่องว่างระหว่างแนวไม้ไผ่แต่ละช่วงมากกว่านี้ เพื่อที่เวลาฝูงโลมาว่ายเข้ามาแล้ว และว่ายไปข้างหน้าจะได้มีทางออกใกล้ๆ ไม่ติดอยู่เช่นนี้ ซึ่งหากฝูงโลมาหาทางออกไม่ได้ และไม่มีใครมาพบเห็น ก็จะทำให้ฝูงโลมาทั้งหมดต้องตายลง เป็นการสูญเสียทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเลที่มีคุณค่าอย่างมหาศาล สำหรับการค้นพบฝูงโลมาเข้ามาติดอยู่ในแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่นแบบนี้ เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2559 บริเวณชายฝั่งทะเลตำบลบ้านบ่อ อ.เมืองสมุทรสาคร มีฝูงโลมา 5 ตัว ว่ายเข้ามาติดในแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่น แต่น้ำทะเลแห้งเร็ว ทำให้ฝูงโลมาทั้ง 5 ตัว ต้องเกยดินเลนอยู่ กว่าที่ชาวบ้านจะช่วยออกไปได้อย่างปลอดภัยทั้ง 5 ตัว ก็ใช้เวลาเกือบครึ่งวัน

ที่มา>>>ข่าวสด