สาววัย 21 นอนอยู่บ้านลำพัง ตื่นขึ้นมาแทบช็อก! มีคนร้ายหนุ่มนอนกอด ปิดตา-ขืนใจถึง 2 ครั้ง

เมื่อเวลา 00.30 น.วันที่ 26 ม.ค. น.ส.น้อย (นามสมมติ) อายุ 21 ปี ชาวอ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี และพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ถ.รอบเมือง ต.บ้านเลื่อม อ.เมือง จ.อุดรธานี ได้เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.จักรพงษ์ ต้องแต้ม รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ว่า ถูกคนร้ายบุกเข้าไปในบ้านพักแล้ว ใช้กำลังขู่บังคับขืนใจจนสำเร็จความใคร่ไปถึง 2 ครั้ง และเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมายังพบว่ามีชายต้องสงสัยเดินป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่แถวทางเข้าหมู่บ้าน จึงเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย และอาจจะถูกคนร้ายบุกเข้าไปในบ้านเพื่อข่มขืนอีก

น.ส.น้อยให้การอีกว่า พักอยู่บ้านคนเดียว หลังทำงานเสร็จก็ปิดบ้านนอนอยู่ในห้อง และล็อกเพียงประตูหน้าบ้าน แต่ห้องนอนไม่ได้ล็อก กระทั่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาตอนช่วงเช้ามืด ขณะนอนพักอยู่ในห้องมีคนร้ายเป็นชายไม่ทราบอายุและหน้าตา บุกเข้ามาในบ้าน กระทั่งสะดุ้งตื่นขึ้นมาก็พบมีผู้ชายนอนกอดอยู่ข้างๆ คนร้ายได้ข่มขู่ไม่ให้ตะโกนให้คนช่วยหากไม่เชื่อจะถูกฆ่าตาย จึงไม่กล้าขัดขืนคนร้าย

 “จากนั้นคนร้ายได้เอาเสื้อยืดที่ตนสวมใส่อยู่ดึงถลกขึ้นปิดใบหน้าของตนเอาไว้ แล้วจับถอดกางเกงออกลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ไป 1 ครั้ง แต่ระหว่างที่คนร้ายจะเดินหนีไปก็เปลี่ยนใจ กลับมาลงมือข่มขืนอีกรอบจนสำเร็จความใคร่ไปอีก 1 ครั้ง”

น.ส.น้อยให้การต่ออีกว่า หลังเกิดเหตุก็เก็บความเจ็บปวดบอบช้ำไว้หลายวัน แต่ยังไม่กล้าแจ้งความเพราะกลัวคนร้ายจะย้อนกลับมาฆ่า กระทั่งพบว่ามีชายต้องสงสัยมาป้วนเปี้ยนแถวหน้าหมู่บ้าน จึงกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความเพื่อให้ตำรวจติดตามสืบสวนจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเบื้องต้นทางตำรวจสันนิษฐานว่า คนร้ายน่าจะเป็นหนุ่มในละแวกที่แอบหลงรักฝ่ายหญิง จะได้สืบสวนหาตัวมาสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายกันต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

แม่ค้าสุดทนขโมยลักสินค้ากว่า 20 ครั้ง น้อยใจวงจรปิดแจ้งความ เจ้าหน้าที่ไม่สน

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.59 นางแจ่มจันทร์ เวสะมุลา อายุ 63 ปี เจ้าของร้านขายของชำชื่อร้าน “ฉัตรเงิน” ในตลาดสดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ กำลังประสบปัญหาเดือดร้อนหนัก หลังถูกคนร้ายเป็นหญิงจำนวน 3 คน อายุราว 30 – 40 ปี  หมุนเวียนกันเข้ามาก่อเหตุลักขโมยสิ่งของโดยเฉพาะเหล้า บุหรี่ ภายในร้านช่วงที่เผลอหรือกำลังยุ่งกับการขายของมากกว่า 20 ครั้ง รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกลักขโมยกว่า 300,000 บาท ถึงแม้ทางร้านจะนำหลักฐานภาพพฤติกรรมของคนร้ายขณะก่อเหตุ ที่กล้องวงจรปิดซึ่งทางร้านติดตั้งไว้บันทึกภาพได้ ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ซึ่งในภาพเห็นใบหน้าและพฤติกรรมชัดเจน แต่ก็ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ โดยภาพวงจรปิดจะเห็นคนร้ายสะพายเป้เดินวนเวียนภายในร้าน ทำทีคล้ายกับเลือกสินค้าเหมือนกับลูกค้าทั่วไป จากนั้นจะอาศัยจังหวะที่เจ้าของ หรือลูกน้องภายในร้ายกำลังยุ่งกับการขายของ ก็ฉกเอาเหล้า บุหรี่ ใส่กระเป๋าเป้แล้วเดินออกจากร้านไป ถึงแม้ทางร้านจะติดป้ายที่มีข้อความว่า “ขโมยของปรับ 100 เท่า” แต่คนร้ายก็ไม่ได้สะทกสะท้านหรือเกรงกลัวแต่อย่างใด  นางแจ่มจันทร์ เจ้าของร้าน บอกว่า ปกติร้านจะเปิดตั้งแต่เวลาประมาณ 03.00 น. ทุกวัน แต่ละวันจะมีลูกค้าทั้งขาประจำ และคนที่ไม่รู้จักมาเลือกซื้อสินค้าในร้านจำนวนมาก ทางร้นจึงได้เฝ้าระมัดระวังป้องกันการก่อเหตุขโมยของอย่างรอบคอบ ทั้งการวางสินค้าราคาแพงไว้ในที่ที่มองเห็นชัดเจน ตรวจนับก่อนวางโชว์ และติดกล้องวงจรปิดกระจายตามจุดต่างๆ ในร้าน จำนวน 14 ตัว ทั้งติดป้ายขโมยของปรับ 100 เท่า แต่คนร้ายก็ยังไม่เกรงกลัวและฉวยโอกาสช่วงที่คนในร้านเผลอ หรือยุ่งกับการขายของ  ลักขโมยเหล้า บุหรี่ ไปหลายครั้ง  จึงได้ไปตรวจสอบกล้องวงจรปิด  ก็พบมีหญิงต้องสงสัยอยู่ 3 คน  เพราะจะหมุนเวียนกันเข้ามาเลือกของในร้าน บางครั้งมาคนเดียวบางครั้งก็มา 2 คน แต่ละครั้งจะสะพายกระเป๋ามาด้วย  แต่เมื่อหยิบสิ่งของไปแล้วก็หายไปในจุดลับตา  สักพักก็เดินหายออกจากร้านไปโดยที่ไม่ซื้อของแต่อย่างใด

นางแจ่มจันทร์  บอกอีกว่า  แต่ที่รู้สึกน้อยใจ คือเมื่อนำหลักฐานภาพวงจรปิดพฤติกรรมคนร้ายไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลับได้รับคำตอบว่าให้จับคนร้ายเอง และพิจารณาปรับค่าเสียหายเองเลย ทั้งที่ตำรวจต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนแต่กลับได้รับคำตอบแบบนี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยใช้ภาพวงจรปิดเป็นหลักฐานจับตัวผู้ลักขโมยของในร้านเองมาแล้ว 2 ราย และก็ปรับเงินค่าเสียหายตามจำนวนสินค้าที่เอาไป แต่ก็ไม่คิดจะมีคนร้ายมาก่อเหตุซ้ำอีกจากกรณีที่เกิดขึ้นทางร้านก็เตรียมติดกล้องวงจรปิดเพิ่มอีก 4 ตัว รวมเป็น 18 ตัว เพื่อใช้จับภาพพฤติกรรมคนร้าย ทั้งได้ปริ้นภาพใบหน้าผู้ก่อเหตุลักขโมยของที่ร้านจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกได้ แจกจ่ายให้กับลูกค้าที่มาซื้อของภายในร้าน ให้ช่วยแจ้งเบาะแสหากพบผู้ที่มีรูปพรรณในลักษณะดังกล่าว จึงอยากวิงวอนให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วด้วย พร้อมกันนี้ยังได้แจ้งเตือนร้านค้าต่างๆ ให้ระมัดระวังจะตกเป็นเหยื่อของกลุ่มแก๊งลักขโมยดังกล่าวด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

โจรอุกอาจ บุกบ้านจับยายวัย 82 มัด ทั้งเตะทั้งต่อย บังคับให้บอกที่ซ่อนทรัพย์สิน

วันที่ 26 ส.ค. พ.ต.ต.พิชัย บางเมฆ สารวัตร (สอบสวน) สภ.ฝาง จ.เชียงใหม่ รับแจ้งเหตุมีคนร้ายบุกเข้าไปในบ้านแล้วทำร้ายคนในบ้านบาดเจ็บ ที่บ้านหมายเลข 106  หมู่ 10 บ้านสันมะเพือง ต.แม่สูน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งรุดไปตรวจสอบพบนางแว่น ลุงจันทร์ อายุ 82 ปี ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาขณะที่ตนอยู่ในบ้านเพียงคนเดียว ได้มีคนร้ายสวมพลาสติกที่ร้องเท้า และถุงมือยาง ปิดบังอำพรางใบหน้า บุกเข้ามาในบ้าน แล้วจับนางแว่น มัดด้วยเชือก และปิดปาก พร้อมกับเตะและถีบเพื่อให้นางแว่นบอกที่ซ่อนทรัพย์สิน แต่นางแว่น บอกว่าไม่มีอะไร เพราะบ้านจน คนร้ายก็ไม่ฟัง เพราะเห็นว่าในบ้านมีรถจยย.หลายคัน ทำไม่ถึงจะไม่มีเงิน พร้อมทั้งเตะนางแว่นซ้ำอีก จากนั้นจึงใช้คีมเดินตัดสายยูประตูแต่ละห้องเพื่อเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สิน ก่อนหยิบเอาทะเบียนรถจยย.ไปเล่นหนึ่งแล้วหลบหนีไปกระทั่งช่วงเย็นลูกหลานกลับมาที่บ้านก็พบว่างนางแว่น ถูกจับมัดอยู่ในบ้าน ด้วยความตกใจจึงรีบแกะเชือกแล้วสอบถามจนได้ความ ก่อนตัดสินใจแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ พร้อมทั้งแจ้งให้ชุดกู้ภัย อบต.แม่สูน มาช่วยเหลือนำนางแว่นส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกาย ซึ่งพบว่ามีรอยฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่ง

ขณะที่พ.ต.ต.พิชัย กล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนในพื้นที่ เพราะสามารถเข้ามาถูกเวลาขณะที่นางแว่นอยู่บ้านเพียงคนเดียว แถมยังรู้ทุกซอกทุกมุมในบ้านเป็นอย่างดี แต่ไม่มีทรัพย์สินมีค่าหายไป เพราะเจ้าของบ้านนำติดตัวออกไปด้วย หลังจากนี้จะได้ให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่หาข่าว เพื่อติดตามจับกุมตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

พบแล้วแท็กซี่!! จอดทิ้งถนนธัญบุรี โชเฟอร์ถูกฆ่าโหด-มัดศพโยนน้ำลอยไปสระบุรี

 วันที่ 12 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลางดึกที่ผ่านมา ร.ต.ท.ชนะชัย คงวัน รองสารวัตร สอบสวน สภ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งเหตุพบรถยนต์แท็กชี่ ส่วนบุคคล สีเขียวเหลือง หมายเลขทะเบียน มช- 8507 กทม. ต้องสงสัย มาจอดทิ้งไว้ริมถนนธัญบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพบว่า เป็นรถแท็กซี่คันที่ถูกคนร้ายโจรกรรม ในเขต สภ.วิหารแดง จ.สระบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยทราบว่าเจ้าของรถเป็นศพชายที่ถูกฆ่าโหดทิ้งน้ำภายในคลองระพีพัฒน์ หมู่ที่ 4 ต.หนองหมู อ.วิหารแดง จ.สระบุรี ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมา ได้มีชาวบ้านมาพบรถคันดังกล่าว ถูกจอดทิ้งไว้บริเวณ ริมถนนรังสิตถนนรังสิต-นครนายก (คลอง 11) ใกล้สะพาน ข้ามคลอง หมู่ 2 ต.บึงน้ำรักษ์ อ.ธัญบุรี จากการตรวจสอบพบคราบเลือดติดอยู่ข้างประตูและเบาะหลังด้านขวา จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์พิสูจน์หลักฐานเขต 1 และ ชุดสืบสวน สภ.วิหารแดง ให้มาตรวจสอบ โดยทางชุดสืบสวน สภ.วิหารแดงยืนยัน ว่าเป็นรถคันที่ได้รับแจ้งว่าถูกโจรกรรมไปจริง ส่วนคนร้ายที่ขับรถมาทิ้งไว้ ยังไม่พบตัว อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างลงพื้นที่เพื่อเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ด้าน พล.ต.ต.ถาวร ขาวสะอาด ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี กล่าวว่า จากกรณีเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 10 ก.ค. พ.ต.ท.พงษ์พิทักษ์ โมกขุนทด สารวัตร(สอบสวน) สภ.วิหารแดง จ.สระบุรี รับแจ้งเหตุ พบศพผู้เสียชีวิตริมคลองระพีพัฒน์ หมู่ 4 ต.หนองหมู อ.วิหารแดง ที่เกิดเหตุ พบศพชายไม่ทราบชื่อ จมอยู่ในน้ำ จึงนำร่างขึ้นมา พบว่าท่อนล่างเปลือย ท่อนบนใส่เสื้อลายพรางคล้ายเสื้อทหารแขนยาว มีบาดแผลฉกรรจ์ ที่ศีรษะมีผ้าผูกมัดไว้แน่น มือและเท้าถูกมัดด้วยเชือกทั้งสองข้าง สภาพศพเริ่มอืด คาดว่าเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 3-4 วัน ตรวจสอบพบกระดาษใบส่งของ ไม่พบเอกสารอื่นๆ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาสืบทราบว่าผู้ตายเป็นคนขับรถแท็กซี่คันดังกล่าว ทราบชื่อ คือ นายสิงห์หา เหล็กสลุง อายุ 31 ปี อยู่ ม.9 ต.โคกสลุง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี เป็นผู้เช่ารถแท็กซี่โตโยต้า สีเขียว เหลือง ทะเบียน มช-8507 กทม. โดยเช่าวันละ 300 บาท หายไปตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.59 เจ้าของรถไม่สามารถติดต่อได้ กระทั่งมาถูกฆ่าตายแล้วชิงทรัพย์รถยนต์แท็กซี่ โดยคนร้ายได้นำมาจอดทิ้งไว้เขต อ.ธัญบุรี ดังกล่าว ซึ่งทางชุดสืบสวนภาค1 ชุดสืบสวน สภ.วิหารแดง และชุดสืบสวน สภ.ธัญบุรี จะได้ร่วมกันติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไปแล้ว

ที่มา>>>ข่าวสด