โร่ร้อง บก.ป.จับพิรุธ สาวประกาศลงเฟซฯ รับบริจาคเงินช่วยน้องหมา

สาวนักธุรกิจเมืองนนท์ พร้อมคนใจบุญ เข้าพบ พนง.สอบสวน บก.ป. ให้สอบสวนหาข้อเท็จจริงกรณี หญิงสาว ลงเฟซบุ๊ก รับบริจาคช่วยเหลือสุนัขจรจัดที่บาดเจ็บ แต่กลับพบพิรุธการเบิกเงิน ไม่มีการแจกแจงรายรับ-รายจ่าย …

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 59 น.ส.สุพิชฌาย์ ธนอัจฉรานันท์ อายุ 39 ปี อาชีพนักธุรกิจ ชาว จ.นนทบุรี พร้อมด้วยกลุ่มผู้บริจาคเงินช่วยเหลือสุนัขจรจัดที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยกว่า 10 คน เข้าพบ ร.ต.ท.นเรศ บุญดำเนินพานิช รอง สารวัตร (สอบสวน) กก.1 บก.ป. เพื่อขอให้สอบสวนหาข้อเท็จจริง กรณีที่ หญิงสาวรายหนึ่ง ได้ลงประกาศผ่านทางเฟซบุ๊ก เปิดรับเงินบริจาคช่วยเหลือสุนัขจรจัดที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย โดยอ้างว่า จะนำเงินดังกล่าวไปใช้รักษาสุนัข แต่หลังจากโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของหญิงดังกล่าว กลับพบข้อพิรุธเกี่ยวกับการพาสุนัขไปรักษา หรือการเบิกเงินไปใช้จ่ายต่างๆ เนื่องจากไม่มีการแจกแจงรายรับ-รายจ่าย จึงเกรงว่าเงินบริจาคจะถูกใช้โดยไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ผู้บริจาค

น.ส.สุพิชฌาย์ กล่าวว่า รู้จักกับหญิงสาวรายนี้ จากกลุ่มเพื่อน ซึ่งทราบว่ามีหน้าที่ช่วยเหลือนำสุนัขที่ได้รับบาดเจ็บ หรือมีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ไปส่งสถานพยาบาล เมื่อมีการเปิดรับเงินบริจาคเพื่อการนี้ ตนจึงยินดีโอนเงินไปให้โดยมีการแจ้งว่าค่าใช้จ่ายสำหรับนำสุนัข 1 ตัว ส่งไปรักษาที่สถานพยาบาล นั้น อยู่ที่ 15,000-20,000 บาท

ทั้งนี้ น.ส.สุพิชฌาย์ กล่าวอีกว่า หากสุนัขตัวไหนที่ป่วยหนัก ทางหญิงสาวดังกล่าว จะแจ้งว่า สัตวแพทย์ที่รักษา วินิจฉัยโรคแล้วอาจต้องรักษาต่อด้วยการผ่าตัด หรือใช้ยาบางชนิดกับน้องหมา ก็จะขอรับเงินบริจาคเพิ่มเติมอีก ซึ่งกว่า 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าได้ดูแลสุนัข 6-7 ตัว มีผู้บริจาคเงินช่วยเหลือ 200-300 คน แต่กลับมาทราบภายหลังว่า หญิงสาวคนนี้ ไม่ได้ใส่ใจดูแลรักษาสุนัขให้ดีตามสมควร มีการปล่อยให้สุนัขนอนแช่อุจจาระหรือปัสสาวะ บางตัวที่ส่งไปรักษาแล้วเสียชีวิตก็ไม่ได้ติดตามผล และเมื่อสุนัขเสียชีวิต ยังมีการประกาศขอรับเงินบริจาคทั้งที่สุนัขตัวนั้นตายไปแล้ว

เมื่อทราบเรื่อง จึงพยายามติดต่อกับหญิงสายรายนี้ ขอให้แจกแจงค่าใช้จ่ายต่างๆ กับเงินบริจาคที่ได้รับไป โดยคาดว่าน่าจะมีผู้ใจบุญบริจาคเงินให้แล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ นอกจากนี้ยังพบข้อพิรุธที่น่าสงสัย เนื่องจากได้นำเงินไปซื้อสิ่งของ หรือใช้ทำอะไรอย่างอื่นที่ผิดวัตถุประสงค์ อันอาจเข้าข่ายฉ้อโกง จึงเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ป.เพื่อขอให้มีการสอบสวนกรณีดังกล่าว

“ที่ผ่านมา หลายๆ คน ต่างเชื่อถือหญิงคนนี้ เพราะเขาเคยไปออกรายการทีวีชื่อดังรายการหนึ่ง พิธีกรที่สัมภาษณ์ออกรายการดังกล่าวก็เป็นพิธีกรผู้มีชื่อเสียง ยิ่งทำให้ทุกคนยิ่งเชื่อใจอย่างไม่ลังเล ว่าเธอเป็นผู้ใจบุญ เมตตาต่อน้องหมา ก่อนจะมาพบข้อพิรุธน่าสงสัยในภายหลัง ซึ่งอาจจะมีคนอื่นร่วมกันวางแผนเพื่อหลอกเอาเงินบริจาคตรงนี้ โดยอาศัยจุดอ่อนเรื่องความสงสารน้องหมาที่เจ็บป่วยเป็นเครื่องมือ” น.ส.สุพิชฌาย์ กล่าว

ด้าน ร.ต.ท.นเรศ กล่าวว่า ได้รับเรื่องและสอบปากคำผู้ร้องไว้ในเบื้องต้น ก่อนจะนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาสั่งการอีกครั้ง.

ที่มา>>>Thairath

แกะรอยกระเป๋า ไขคดีศพปริศนา

ไอซ์แตก-อืดโอ่งอ่าง เชื้อชาติ‘เอเชียกลาง’ โยงขบวนการยานรก

คดียัดศพใส่กระเป๋าทิ้งคลองโอ่งอ่าง รรท.น.1 ตีวงสืบสวน ประสาน ตม.หาข้อมูลกลุ่มคนต้องสงสัย 2 สัญชาติ รวมทั้งข้อมูลแพทย์ที่ระบุศพเสียชีวิตมาแล้ว 3 วัน โดยเข้าตรวจสอบร้านขายกระเป๋าเดินทาง ย่านวังบูรพา เจ้าของร้านระบุเมื่อช่วงค่ำวันที่ 1 เม.ย. มีชายพูดภาษาปัญจาบี มาซื้อกระเป๋าไป 2 ใบ จากนั้นนำชุดสืบเดินเลียบคลองหาจุดทิ้งกระเป๋ายัดศพ รวมทั้งจุดที่คนร้ายน่าจะเข้าพัก พร้อมประชาสัมพันธ์ถึงคนขับรถโดยสารสาธารณะแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลต่างชาติแบกหิ้วถุงหรือกระเป๋าในช่วงเวลาดังกล่าว
จากเหตุพบศพชายนิรนามคาดเป็นชาวเอเชีย ถูกยัดใส่กระเป๋าลอยน้ำมาในคลองโอ่งอ่าง ท้องที่ สน.สำราญราษฎร์ จากการชันสูตรคาดว่าผู้ตายน่าจะเป็นแก๊งลักลอบขนยาเสพติด เพราะพบยาไอซ์บรรจุถุงยางอนามัยในกระเพาะอาหารและทวารหนักรวม 58 ก้อน น้ำหนักรวม 800 กรัม และไม่พบร่องรอยบาดแผลตามลำตัว สันนิษฐานเบื้องต้นช็อกยาตายเพราะถุงยางอนามัยแตกระหว่างอยู่ในท้อง โดยชุดสืบสวนนครบาลอยู่ระหว่างสืบสวนหาจุดทิ้งศพเพื่อหาเบาะแสว่าผู้ตายเป็นใคร

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 6 เม.ย. ที่ สน.สำราญราษฎร์ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. เรียกประชุมชุดสืบสวน โดย พล.ต.ท.ศานิตย์เปิดเผยก่อนประชุมว่า คดีคืบหน้าไปมากพอสมควร สามารถตีวงสัญชาติผู้ตายให้แคบลงเหลือเพียงแค่ 2 สัญชาติ เป็นชาวเอเชียกลาง แต่ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เกรงกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนเรื่องภาษา เป็นอีกช่องทางที่จะสามารถเร่ง หรือระบุสัญชาติของผู้เสียชีวิตได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสอบช่วงเวลาเดินทางเข้ามายังประเทศไทยของกลุ่มคนสัญชาติที่มีข้อมูลสืบสวนอยู่ ส่วนการจะเปิดเผยข้อมูลที่ยังไม่สามารถระบุได้นั้น จะบอกได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลให้แน่ชัด เช่น ผลการตรวจดีเอ็นเอ เอกสารบุคคลหรือพาสปอร์ต หรือมีญาติเข้าติดต่อแจ้งบุคคลสูญหาย และตรวจดีเอ็นเอตรงกันก็จะสามารถระบุได้ว่ามีสัญชาติใด นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผกก.สส.บก.น.6 ตรวจสอบหาประวัติกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ที่เป็นชาวต่างชาติ และแหล่งที่มายาเสพติด จะทำให้รู้ว่านำเข้าหรือส่งออก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากลุ่มดังกล่าวน่าจะมีอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 คน

ต่อมาเวลา 12.30 น. พล.ต.ท.ศานิตย์เปิดเผยอีกครั้งหลังประชุมเสร็จสิ้นว่า ได้รับรายงานจากทีมสืบสวนแล้ว ในทุกส่วนต่างมีข้อมูลที่ตรงกัน สามารถพุ่งเป้าเป็นรายบุคคลได้แล้ว 2-3 ราย อย่างไรก็ตาม ต้องพิสูจน์ทราบว่าบุคคลดังกล่าวยังอยู่ในประเทศหรือไม่ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในแต่ละจุดมีความเชื่อมโยงกัน มีการนำภาพเปรียบเทียบแต่ไม่ขอเปิดเผยถึงรายละเอียด ทั้งนี้จุดซื้อกระเป๋าและจุดทิ้งศพคาดว่าอยู่ละแวกเดียวกัน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกกองบังคับการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเกสต์เฮาส์แล้ว แต่ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ อยากฝากประชาสัมพันธ์ไปยังรถโดยสาร อาทิ รถสามล้อเครื่อง รถแท็กซี่ หากพบบุคคลที่ไม่ได้มีลักษณะคล้ายคนไทย มีการแบกหิ้วถุงหรือกระเป๋า ให้มาแจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

จากนั้น พล.ต.ท.ศานิตย์นำชุดสืบสวนเข้าตรวจสอบที่ร้านบางกอกแฟชั่น เลขที่ 448-450 ซอยต้นมะม่วง ถนนมหาไชย แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร ประกอบธุรกิจขายกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าแฟชั่น โดยเจ้าของร้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และให้ข้อมูลว่าเมื่อช่วงเวลา 19.00 น. วันที่ 1 เม.ย. มีชาย 1 คน สูงประมาณ 170 ซม. อายุประมาณ 40 ปี ผิวคล้ำ พูดภาษาปัญจาบี (ภาษาชาวอินเดียและปากีสถาน) ซื้อกระเป๋ายี่ห้อโบเดี่ยม (Bodium) ไป 2 ใบ ราคาใบละ 350 บาท ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะเชิญเจ้าของร้านกระเป๋าดังกล่าวไปสเกตช์ภาพใบหน้าคนร้ายในเช้าวันที่ 7 เม.ย. ที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ต่อจากนั้น พล.ต.ท.ศานิตย์เดินทางไปตรวจสอบเกสต์เฮาส์แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากร้านจำหน่ายกระเป๋าถัดไป 1 ซอย และอยู่ห่างจากจุดที่พบศพประมาณ 850 เมตร ก่อนที่จะเดินเลียบคลองโอ่งอ่าง หาจุดที่คาดว่าคนร้ายจะทิ้งกระเป๋าที่มีศพอยู่ข้างใน ตั้งแต่สะพานข้ามคลองสะพานหันจนมาสิ้นสุดที่สะพานดำรงสถิต โดยตรวจพบว่าระดับน้ำช่วงสะพานดำรง–สถิตมีระดับน้ำลึกกว่า 2 เมตร คาดว่าคนร้ายน่าจะนำกระเป๋าที่บรรจุศพมาทิ้งในละแวกดังกล่าว ส่วนจุดที่ต้องสงสัยที่คาดว่าคนร้ายน่าจะเข้าพักมี 2 จุด คือโรงแรมบูรพา และโรงแรมมีราม่า ซึ่งตั้งอยู่ช่วงระหว่างสะพานดำรงสถิต และใกล้คลองโอ่งอ่างมากที่สุด สำหรับคลองแห่งนี้ สำนักงานเขตพระนครเพิ่งขุดลอกคลองตั้งแต่วัน ที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมาทำให้มีความลึก และมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวพอสมควร

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ศานิตย์เปิดเผยหลังลงพื้นที่บริเวณเลียบคลองโอ่งอ่างซึ่งมีระยะทางจากร้านขายกระเป๋าถึงสะพานดำรงสถิต ประมาณ 850 เมตร ว่า ต้องการตรวจสอบความเชื่อมโยงของจุดซื้อกระเป๋า และจุดที่คาดว่าคนร้ายนำกระเป๋าบรรจุศพมาทิ้งในคลองโอ่งอ่าง เบื้องต้นได้ข้อมูลสอดคล้องกับผลของแพทย์ คือ ช่วงเวลา 19.00 น. ของวันที่ 1 เม.ย. มีผู้ต้องสงสัยมาซื้อกระเป๋า หลังจากนั้น 3 วันถึงมีคนพบศพ ตรงกับผลแพทย์ที่ระบุว่า ผู้ตายเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน จากนี้ชุดสืบสวนจะวิเคราะห์หาจุดที่คาดว่าคนร้ายนำกระเป๋ามาทิ้ง แต่จากที่ดูระดับน้ำในคลองพบว่า คลองซึ่งมีความลึกประมาณ 2 เมตร แต่ในช่วงบ่ายค่อนข้างตื้นเขิน ถ้าทิ้งกระเป๋าที่มีน้ำหนักคงไม่สะดวกและอาจจะจมน้ำ หลังจากนี้จะให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วงเวลา 19.00- 21.00 น. ดูระดับน้ำอีกครั้ง รวมทั้งตรวจสอบห้องพักและโรงแรมใกล้เคียง รวมถึงเรือขุดคลองที่จอดไว้บริเวณใต้สะพานดำรงสถิตว่าจอดไว้ตั้งแต่เมื่อใด เพราะมีผลต่อกระแสน้ำ เบื้องต้นทราบจากชาวบ้านว่า จอดไว้ตั้งแต่วันที่ 1-2 เม.ย. ก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มต่อไป

ที่มา>>>Thairath

วุ้นเส้น รักยังหวาน ชาคริต ไม่พร้อมมีทายาท ปัดสามีน้ำยาบูด

หลังจาก ชาคริต แย้มนาม บวชเข้าร่มกาสาวพัสตร์แล้วสึกออกมา ก็มีข่าวเม้าท์ว่าเป็นสาเหตุให้ห่างเหินกับภรรยา วุ้นเส้น–วิริฒิพา จนวันเกิดของ วุ้นเส้น เมื่อ 1 เม.ย.ที่ผ่านมาหลายคนรอลุ้นได้เห็นซีนหวานๆยืนยันว่ารักยังมั่นคง ล่าสุดเจอ วุ้นเส้น มาร่วมงาน “เซ็นทรัล คิดส์ รันเวย์” 2016 ที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม เลยถามว่า เป็นยังไงบ้าง? “วันนั้นไม่ได้ทำงานกลางวันไปกินข้าวกับพี่คริต ช่วงเย็นเพื่อนๆ ก็ทำเซอร์ไพรส์วันเกิดนิดหน่อย จากนั้นไปกินข้าวและเที่ยวกัน”

ปีนี้ชาคริตมีของขวัญหวือหวาอะไรมั้ย? (หัวเราะ) “ยังไม่รู้เลย ยังไม่ได้ให้ แต่ปีนี้วุ้นก็บอกพี่คริตว่าไม่ต้องให้ก็ได้ แค่อยากกินข้าวและใช้เวลาด้วยกันมากกว่า ไม่ต้องซื้อของให้สิ้นเปลือง” จริงๆ มีอะไรในใจที่อยากได้มั้ย? “ไม่มีเลย วุ้นไม่อยากให้เค้าเสียตังค์ เป็นห่วงเค้าเพราะช่วงนี้ต้องใช้เงินรักษาคุณแม่ด้วย อยากให้เค้าใช้อะไรที่จำเป็น วุ้นก็ไม่ได้อยากได้อะไรเป็นพิเศษอยู่แล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว” หลังจากนี้จะหาเวลาเพื่อไปใช้ทำอะไรพิเศษด้วยกันมั้ย? “จริงๆ ก็รออยู่ค่ะ วุ้นก็ทำงานทุกวัน แต่วันเกิดก็ได้เจอกันแล้ว ก็โอเค เดี๋ยวไว้รอหาโอกาสไปทำบุญด้วยกันค่ะ” วันเกิดปีนี้มีซื้ออะไรให้ตัวเองมั้ย? “ปีนี้ไม่ค่อยซื้อ ตั้งใจเก็บตังค์มากกว่า เรากลับไปดูของที่บ้านรู้สึกว่าที่บ้านมีของเยอะแล้ว ก็เลยให้รางวัลตัวเองไม่ซื้อของดีกว่า เรารู้สึกว่าเริ่มทำงานในวงการเยอะขึ้นเรื่อยๆ ควรเก็บเงินมากกว่าเมื่อก่อนอาจทำงานไปใช้ไป เลยรู้สึกว่าเราควรเก็บมากกว่าใช้”

เก็บเงินเผื่อมีลูกด้วยรึเปล่า? “ยังไม่มี อย่าเพิ่งสิ ตอนนี้ก็อินกับลูกคนอื่นไปก่อน แต่ลูกตัวเองเอาไว้ก่อนแล้วกัน ถามว่าอยากมีของตัวเองมั้ย ก็ยังนะ ดูลูกคนอื่นโอเคกว่า ส่วนตัววุ้นยังไม่พร้อม มันติดอะไรเยอะมาก การมีลูกวุ้นเป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องเสียสละอะไรมากกว่านี้ ขอเวลาอีกนิดดีกว่า” เพื่อนๆในแก๊งค์บิลต์บ้างมั้ย? “บิลต์ตลอดค่ะ จนตอนนี้เลิกบิลต์ไปแล้วค่ะ” เห็นแซวในรายการว่าสามีไม่มีน้ำยา? “อุ๊ย (ยิ้ม) ไม่หรอก สงสารเค้า จริงๆเราป้องกันค่ะ เค้าก็โอเค แข็งแรงดี เราก็แซวเล่นๆ”.

ที่มา>>>Thairath

ดอกเบี้ยขาลง! คนกู้ซื้อบ้านใช้ประโยชน์อย่างไรให้คุ้มค่า.?

ดอกเบี้ยขาลง! คนกู้ซื้อบ้านใช้ประโยชน์อย่างไรให้คุ้มค่า.?

เห็นแบงก์ทยอยประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ MLR หรือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ซึ่งเป็นเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Term Loan) โดยส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ตัวอย่างเช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ แล้วก็น่ายินดีกับผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม เอสเอ็มอี ที่ต้องได้ผ่อนภาระลงไปบ้าง

ทั้งนี้ทั้งนั้น มีบางธนาคารได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย MRR หรือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ลงด้วย เช่น ธนาคารทหารไทย ที่ปรับลดลงมา 0.25 % จาก 8.025% เป็น 7.775% ซึ่งดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทนี้ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นต้น ซึ่งในส่วนนี้ บรรดาลูกหนี้ผ่อนบ้าน ลูกหนี้บัตรเครดิต ได้อานิสงค์ไปเต็มๆ

ต่อจากนี้เราคงต้องรอดูว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยของแต่ละแบงก์ลงมาอย่างไร โดยเฉพาะบรรดาลูกหนี้ ติดตามให้ดี เพราะเราสามารถบริหารหนี้เพื่อลดภาระหนี้ของเราลงได้นะครับ โดยเฉพาะ ใครที่เป็นหนี้เงินกู้เพื่อผ่อนบ้านหรือที่อยู่อาศัยอยู่

ทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้

อย่างที่บอกว่าต้องติดตามดูแต่ละธนาคารว่ามีการปรับดอกเบี้ยเงินกู้มาอย่างไร หากแบงก์ที่เรากู้ไม่ปรับลดลงมาเราจะทำอย่างไรดี..?
ขั้นแรก นำตารางดอกเบี้ยเงินกู้ MRR ของทุกแบงก์มากางดูเลยว่า แต่ละแบงก์หรือแต่ละธนาคารมีอัตราเท่าไร? หาก ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เราผ่อนบ้าน สูงกว่าของแบงก์อื่น มองไปที่แบงก์ที่มีดอกเบี้ยประเภทเดียวกันเลยครับว่ามีอัตราเท่าไร
ที่นี้มาดูเงื่อนไขการกู้เงินของเรา ว่า เราผ่อนแบงก์ไปจนผ่านระยะเวลาที่เป็นเงื่อนไขว่าห้ามรีไฟแนนซ์หรือยัง ปรกติในสัญญาเงินกู้จะระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามกู้เงินเพื่อมาชำระหนี้เดิม หรือ รีไฟแนนซ์หนี้กี่ปี ส่วนใหญ่จะมีระยะเวลา 3 ปี แต่ให้ชัดเจนไปดูสัญญาเงินกู้ครับ

หลังจากนั้นลองมานั่งดูว่า งวดชำระภาระดอกเบี้ยที่เหลือ กับ เงื่อนไขของแบงก์ใหม่ที่เราเล็งไว้ว่า ดอกเบี้ยถูกกว่าหรือไม่ ภาระที่เราจะจ่ายต่องวด ดีกว่าเงื่อนไขสัญญาเดิมหรือไม่ ซึ่งปรกติแล้ว ดอกเบี้ยที่ถูกลง จะลดภาระให้เราได้มากอยู่แล้ว เราก็ไปติดต่อธนาคารที่เราเล็งไว้ได้เลย

หลังจากเรารีไฟแนนซ์เงินกู้ผ่อนบ้านใหม่แล้ว สามารถลดภาระดอกเบี้ยจากเงินกู้ลงได้แล้ว ก็มีข้อแนะนำเพื่อให้การผ่อนบ้านสามารถผ่อนหมดได้เร็วขึ้นอีกด้วยคือ

-เพิ่มเงินจ่ายค่างวดมากกว่าที่กำหนด 10 %
สมมุติหลังรีไฟแนนซ์แล้ว ท่านมีภาระจ่ายชำระหนี้ต่อเดือน อยู่ที่ 20,000 บาท แต่ท่านมีกำลังการเงินพอ ให้เพิ่มเงินชำระค่างวดไปอีก 10 % หรือเป็น 22,000 บาท วิธีนี้จะช่วยให้ท่านจ่ายหนี้หมดได้เร็วกว่าเดิมเป็นปีเลยนะครับส่วนจะกี่ปี แล้วแต่วงเงินกู้ว่ามากน้อยเพียงใด

เหตุที่ผ่อนหนี้หมดเร็วจากวิธีนี้ เพราะ ปรกติ ในงวดชำระเงินกู้ทางแบงก์จะแบ่งเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยรวมกันอยู่ อย่างเช่น เงินงวด 20,000 บาท เป็นเงินต้น 10,000 บาท ดอกเบี้ย 10,000 บาท เมื่อท่านเพิ่มจ่ายเงินเข้าไปอีก 2,000 บาท ธนาคารจะนำไปหักเงินต้นให้ จะทำให้เงินต้นลดลงเร็วขึ้น ระยะยาวจะทำให้ภาระดอกเบี้ยลดลงด้วย เพราะเมื่อเงินต้นน้อยลง ดอกเบี้ยที่คิดจากเงินต้น จะลดลงไปตามสัดส่วนด้วย

-อีกแนวทางในการลดเวลาในการผ่อนหนี้ให้เร็วขึ้นคือ โปะด้วยเงินก้อน

ใครที่มีโบนัส หรือ ได้เงินพิเศษเป็นเงินก้อนมา ส่วนหนึ่ง กันมาใช้หนี้เป็นก้อนใหญ่จะช่วยลดภาระจากดอกเบี้ยลงได้มาก และทำให้เราจ่ายหนี้ได้เร็วขึ้น
สมมุติเรากู้ซื้อบ้าน 3 ล้านบาท ถ้าผ่อน 20 ปี จะจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมด 2.5 ล้านบาท และสมมติว่าเงินเดือนของเราอยู่ที่ 50,000 บาท ได้รับโบนัส 3 เดือน เท่ากับ 150,000 บาท ถ้าแบ่งมาโปะบ้าน 1 แสนบาท โดยโปะเมื่อผ่อนบ้านไปแล้ว 1 ปี และโปะเพียงครั้งเดียว คิดเป็นดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ตลอดระยะเวลาที่เหลือเกือบ 3 แสนบาท และระยะเวลาผ่อนบ้านลดลงเกือบ 1.5 ปี จะเห็นได้ว่า โปะบ้านเพียงครั้งเดียวด้วยเงิน 1 แสนบาท ยังประหยัดดอกเบี้ยได้หลายแสน แล้วถ้าโปะบ้านทุกครั้งที่มีเงินก้อนหรือได้เงินโบนัส จะประหยัดดอกเบี้ยได้มากขนาดไหน

ในโอกาสที่มีการปรับลดดอกเบี้ยลงมาแบบนี้ คนที่มีภาระผ่อนหนี้อย่าพลาดโอกาสเด็ดขาด สนใจติดตามดูความเคลื่อนไหวของแต่ละแบงก์สักนิด จะช่วยลดภาระเราได้มากเลยครับ……

ภาพจาก :http://www.istockphoto.com/

ขอบคุณแหล่งข้อมูล

https://k-expert.askkbank.com

https://www.krungsri.com

สอบกัปตันเรือ! นำ นทท.ฮ่องกง ‘จับปลา-ยิงกุ้งมังกร’ เกาะสิมิลัน

ตร.คุมตัว กัปตันและลูกเรือทัวร์ที่นำนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกง ลงไปดำน้ำจับปลา ยิงกุ้งมังกร และสัตว์น้ำหายาก บริเวณหมู่เกาะสิมิลัน เพื่อชี้จุดที่จอดเรือตามพิกัดจีพีเอสที่ติดตั้งอยู่ในเรือ พร้อมลงโทษห้ามเรือทัวร์นำนักท่องเที่ยวเข้าอุทยานหมู่เกาะสิมิลัน ระยะเวลา 30 วัน…

เมื่อวันที่ 4 เม.ย.59 พ.ต.ท.จักรี เมฆอำพลสุทธิ์ สว.ส.รน.2 กก.8 บก.รน. ร.ต.อ.ภฤศธร อยู่ทอง รอง สว.ส.ทท.2 กก.5 บก.ทท. ส.อ.กิตติศักดิ์ ณ รังสี นักพัฒนาการท่องเที่ยว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่จากสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เขต 2 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำตัว นายหล้าหมาน กุจิ กัปตันเรือภาณุนี และนายวีรพงษ์ เพ็ชรศิริ ลูกเรือทัวร์ ที่นำนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกง ลงไปดำน้ำจับปลา กุ้งมังกร และสัตว์น้ำหายาก บริเวณหมู่เกาะสิมิลัน เพื่อไปชี้จุดที่จอดเรือตามพิกัดจีพีเอสที่ติดตั้งอยู่ในเรือทัวร์ลำดังกล่าว โดยจุดแรกที่ไปตรวจสอบอยู่ห่างจากหน้าเกาะ 4 หมู่เกาะสิมิลันประมาณ 4 ไมล์ทะเล ซึ่งจากการตรวจสอบค่าจีพีเอสที่ทาง นายหล้าหมาน กัปตันอ้าง ได้จอดเรือให้นักท่องเที่ยว ดำน้ำยิงปลา ที่จุดดังกล่าว ห่างจากเขตอุทยาน และอยู่ในเส้นทางเดินเรือ แต่ไม้ได้ระบุจุดที่เรือลำดังกล่าวจอดจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังขึ้นตรวจเรือทัวร์ (ภาณุนี) ที่จอดอยู่บริเวณท่าเรือทับละมุ ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ว่ามีการอ้างจากกัปตันอยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จึงได้ทำการตรวจสอบจีพีเอส และภาพกล้องวงจรปิดที่อยู่บนเรือ ปรากฏว่าไม่สามารถตรวจสอบได้เนื่องจากเครื่องจีพีเอส ทางกัปตันอ้างว่าไม่ได้มีการตั้งค่าจุดที่เรือจอด ส่วนภาพกล้องวงจรปิด ทางเจ้าหน้าที่จะได้ประสานกับทางเจ้าของเรือ เพื่อขอภาพมาตรวจสอบต่อไป

นายณัฐ โก่งเกษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่อุทยานได้มีการประสานงานกับตำรวจน้ำและตำรวจท่องเที่ยวร่วมกันตรวจสอบ โดยได้มีการนำตัวกัปตันเรือภาณุนี ไปชี้จุดที่นักท่องเที่ยวมีการยิงปลา โดยทางกัปตันเรือได้บอกว่าจุดที่นักท่องเที่ยวลงไปดำน้ำยิงปลานั้นอยู่นอกเขตอุทยาน แต่ถึงจะอยู่นอกเขตอุทยาน แต่จากภาพที่เห็นมีอุปกรณ์ในการกระทำอยู่บนเรือ ซึ่งเรือที่ขออนุญาตเป็นเรือนำเที่ยว ทางอุทยานจึงได้พิจารณาเห็นว่า เป็นอันตรายต่อสภาพทรัพยากรธรรมชาติ

เบื้องต้นจึงมีคำสั่งห้ามเรือภาณุนีเข้าในบริเวณเกาะสิมิลันเป็นเวลา 30 วัน และทางอุทยานสิมิลันได้สั่งห้ามให้เรือลำดังกล่าวเข้าอุทยานสิมิลันแล้ว 30 วัน และรอผลการสอบสวนอีกครั้ง ทั้งนี้ ปกติแล้วทางอุทยานได้มีการอบรมกัปตันเรือและไกด์ อยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งเรือที่เข้าไปในเขตอุทยานทุกลำจะต้องผ่านการอบรมอยู่แล้วจะมาบอกว่าไม่ทราบว่าอยู่ในเขตอุทยานหรือไม่คงไม่ได้

“อยากฝากถึงผู้ประกอบการต่างๆ ไกด์นำเที่ยว ว่า ทรัพยากรธรรมชาติของเกาะสิมิลันมันเป็นสมบัติ เป็นแหล่งทำกินของผู้ประกอบการเอง ถ้ามาหวังได้เงินเล็กๆ น้อยๆ แล้วทำให้ทรัพยากรเสียหายอีกหน่อยก็จะไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยว โปรดช่วยกันคนละไม้ละมือเพื่อรักษาทรัพยากรไว้”ด้านนายหล้าหมาน กุจิ กัปตันเรือภาณุนี กล่าวว่า ตนได้นำเรือพร้อมนักท่องเที่ยวชาวจีน-ฮ่องกงไปยังเกาะสิมิลัน เมื่อวันที่ 29 เม.ย.- 2 พ.ค. โดยมีนักท่องเที่ยวอยู่บนเรือ 20 คน ตนไม่ทราบด้วยว่านักท่องเที่ยวมีอุปกรณ์อะไรมาบ้าง เนื่องจากว่าเป็นเวลากลางคืน พอนักท่องเที่ยวมาถึงเรือตนก็ออกเรือไปเลย พนักงานบนเรือ ไกด์ ก็ไม่มีการตรวจสอบเนื่องจากว่าเป็นกระเป๋าของนักท่องเที่ยว มาทราบอีกทีก็ตอนเช้าเรือก็เดินทางไปถึงเกาะสิมิลันพอดี เนื่องจากว่า ก่อนดำน้ำต้องมีการเช็กสภาพร่างกาย จึงเห็นว่าในกระเป๋าของนักท่องเที่ยวมีอุปกรณ์ยิงปลามาด้วย ตนจึงบอกไกด์ว่า ให้ไปบอกนักท่องเที่ยวว่าห้ามทำการใดๆ ในเขตอุทยานที่เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติโดยเด็ดขาด

“แต่นักท่องเที่ยวกลับไม่ฟังจะดำน้ำลงไปยิงปลาใต้น้ำให้ได้ แต่ถ้าไม่ฟังตนจะพาออกไปนอกเขตอุทยานทันที ตนก็เลยนำเรือพานักท่องเที่ยวออกมาเกาะสิมิลันในวันรุ่งขึ้น ซึ่งในวันแรกก็จะดำน้ำตามปกติ ตนได้บอกว่าห้ามนำอุปกรณ์ยิงปลาที่พามาด้วยใช้อย่างเด็ดขาด โดยในวันที่มีการยิงปลารวมๆ กันแล้วประมาณ 2-3 เข่ง ซึ่งเป็นพวกปลาเก๋าต่างๆ  ก็มีการดำน้ำยิงปลาในน้ำลึก ส่วนกุ้งมังกรมีการดำน้ำในซอกหินที่อยู่ด้านนอกเขตอุทยาน ซึ่งเป็นสถานที่นักท่องเที่ยวชอบมาดำน้ำดูปะการัง ในระดับความลึกกว่า 30 เมตร โดยปลาที่จับได้นักท่องเที่ยวก็จะนำมาทำเป็นอาหารกินบนเรือ ซึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวดำน้ำยิงปลาอยู่ห่างจากเกาะสิมิลันประมาณ 27-28 ไมล์ทะเล”

พร้อมยอมรับ ตนและลูกเรือต่างรู้สึกไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับนักท่องเที่ยวไม่เชื่อฟังด้วย หากตนทราบมาก่อนว่ามีการนำอุปกรณ์ยิงปลามาด้วย ตนจะไม่ยอมนำเรือออกโดยเด็ดขาด.

ที่มา>>>Thairath

ระเบิดฆ่าตัวตาย 10 ลูก! ถล่มทั่วอิรัก ดับแล้ว 25 ศพ

(ภาพ: AP)

เกิดระเบิดฆ่าตัวตายหลายระลอกทั่วประเทศอิรักเมื่อวันจันทร์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ราย โดยกลุ่มไอซิสออกมาอ้างเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มือระเบิดฆ่าตัวตายอย่างน้อย 10 คน จุดระเบิดโจมตีสมาชิกกองกำลังความมั่นคงและกองกำลังมุสลิมชีอะห์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของรัฐบาลอิรักในหลายจุดทั่วประเทศ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 25 ราย โดยกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส) ออกมาอ้างตัวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้

เหตุโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเกิดขึ้นที่ร้านอาหารซึ่งสมาชิกกองกำลังขับเคลื่อนประชาชน (พีเอ็มยู) กลุ่มติดอาวุธชีอะห์ฝ่ายต่อต้านกลุ่มไอซิส มักมาใช้บริการ โดยคนร้ายจุดระเบิดภายในร้าน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 ราย ส่วนการโจมตีอื่นๆ เกิดขึ้นในเมืองบาสรา, กรุงแบกแดด และเมืองมาชาดา ทางตอนเหนือ

ทั้งนี้ การโจมตีระลอกล่าสุดในอิรักเกิดขึ้นหลังจากกองทัพรัฐบาลอิรัก เริ่มปฏิบัติการโจมตีกลุ่มไอซิสเพื่อยึดคืนพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังมุสลิมชีอะห์และการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กองทัพเพิ่งยึดคืนเมืองฮิต ทางตะวันตกของประเทศกลับมาได้สำเร็จ หลังจากไอซิสยึดครองอยู่ 18 เดือน.

ที่มา>>>Thairath

คนร้ายลอบวางระเบิด ทหารเจ็บ 3 นาย ตากใบ นราธิวาส

คนร้ายลอบวางระเบิด จนท.ทหาร บาดเจ็บ 3 นาย บ้านชุมบก ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ นราธิวาส ขณะกลับจากการรักษาความปลอดภัย สถานที่คัดเลือกทหารกองประจำการ

วันที่ 4 เม.ย. เวลาประมาณ 07.15 น. เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.นธ.31 ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย พื้นที่ ม.9 บ้านชุมบก ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ขณะกำลังพลทั้ง 3 นาย เดินทางกลับมาจากรักษาความปลอดภัยสถานที่คัดเลือกทหารกองประจำการม.9 บ้านชุมบก ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

โดยรถที่โดนลอบวางระเบิดเป็นรถขนาดเล็ก ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ เหตุเกิดบริเวณเส้นทางระหว่าง บ.ชุมบก-บ.เกาะสะท้อน พิกัด SM 732870 เบื้องต้น กำลังพลได้รับบาดเจ็บจำนวน ๓ นาย ตามรายชื่อดังนี้

1. พลฯ นาสรี หลงโซ๊ะ 2. พลฯ ศักดิ์สิทธิ์ ชัยพิมล 3. พลฯ สาธิต บินอาหวา

ที่มา>>>Thairath

เดินหน้าเอาผิด ‘ทายาทกระทิงแดง’ อายุความคดีที่ขาด ไม่กระทบชน ตร. ตาย

คดีทายาทกระทิงแดง แหล่งข่าวยัน! ทำสำนวนส่งอัยการฟ้องตามกำหนด ขณะที่ผู้ต้องหายื่นขออัยการพิจารณาใหม่ ยืดระยะเวลายาวนานออกไป กระทั่งตามตัวผู้ต้องหาไม่ได้ เผย! มีเพียงข้อหาขับรถเร็วกว่ากำหนด ปรับ 400 บาท ไม่กระทบคดีขับรถชนคนตาย

จากกรณีที่มีข่าวเสนอถึงข้อเท็จจริงของการตรวจสอบข้อ คดี ‘นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา’ อายุ 31 ปี ทายาทเครื่องดื่มกระทิงแดง ขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ พุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ อายุ 47 ปี ผู้บังคับหมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อเดือนกันยายน ปี 2555 แต่ปล่อยให้ข้อหาขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดขาดอายุความและสั่งไม่ฟ้องข้อหาขับรถขณะเมาสุรา โดยสั่งฟ้อง 2 ข้อหา ฐานขับรถประมาทนั้น

ต่อมามีการส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรรายงานข้อบกพร่องของตำรวจที่รับผิดชอบในคดีดังกล่าวไปยัง ตร. เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2559 เนื่องจากตรวจสอบสำนวนพบว่ามีการเอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ปรากฏว่ารายชื่อที่เกี่ยวข้อง 9 นาย มีทั้งผู้กำกับการ (ผกก.) รอง ผกก. พนักงานสอบสวน ร้อยเวรรับเรื่อง ในขณะนั้น โดยทั้ง 9 นาย มีทั้งที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ใน สน.ทองหล่อ และบางรายย้ายไปปฏิบัติการที่อื่นแล้ว ทาง ตร.จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่ามีความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัยหรือไม่

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวแจ้งว่า ทางพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี สน.ทองหล่อ ยืนยันว่า ได้ทำสำนวนทุกอย่างส่งฟ้องให้แก่อัยการตามเวลาที่กำหนด ต่อมาทางผู้ต้องหาได้ทำเรื่องขอความเป็นธรรมกับอัยการเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงใหม่ กระทั่งยืดระยะเวลายาวนานออกไป และไม่สามารถตามตัวผู้ต้องหาได้ ทั้งนี้คดีที่ขาดอายุความมีเพียงคดีเดียว คือข้อหาขับรถเร็วกว่ากำหนด ส่วนคดีอื่นๆ ยังอยู่ครบ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลข่าวที่แจ้งออกไปสู่สายตาประชาชนเรื่องอายุความขาดนั้น ยังคงมีคนเข้าใจผิด ทำให้หลายฝ่ายตำหนิการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตร.สน.ทองหล่อ เมื่อปลายปี พ.ศ.2555 ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพูดคุยทำความเข้าใจถึงรายละเอียดดังกล่าว เรียนผู้บังคับบัญชาทราบ เพื่อแถลงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตอบข้อสงสัยของประชาชนต่อไป

ที่มา>>>Thairath

‘หลุยส์’ สมัคร ‘เจมส์’ กับ ‘พีช’ ผ่อนผันทหาร

หลุยส์ เฮสดาร์ซัน” นักแสดงลูกครึ่ง ทำหน้าที่ลูกผู้ชายตัวจริง มาสมัครเป็นทหารเกณฑ์ผลัด 2 หลังเรียนจบ และไม่สามารถใช้สิทธิ์ผ่อนผันได้ ลั่นการรับใช้ชาติเป็นหน้าที่ของชายไทย ด้านสองพระเอก “เจมส์ มาร์” และพีช-พชร มาขอผ่อนผัน โดยเจมส์ มาร์ ยังติดเรียนหนังสือไม่จบ เช่นเดียวกับพีช-พชรที่ขอผ่อนผันเป็นครั้งที่ 3 เพราะติดเรียน ถึงฤดูกาลคัดเลือกทหารเพื่อเข้าประจำการเป็นทหารเกณฑ์รับใช้ชาติ ในจำนวนนี้มีดารานักแสดงถึงคิวเข้าเกณฑ์ทหารหลายคนด้วยกัน โดยเมื่อวันที่ 1 เม.ย. เวลา 07.30 น. ที่โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง พระเอกหนุ่มชื่อดังช่อง 3 เจมส์ มาร์ ได้เดินทางมาเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ เขตวัฒนาโดยเจ้าตัวขอใช้สิทธิ์ยื่นผ่อนผันการเกณฑ์ทหารครั้งที่ 3 เนื่องจากต้องเรียนต่อปริญญาโทปี 1 คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และต้องทำงานไปด้วย

ทั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เจมส์ยื่นเอกสารผ่อนผันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสใช้เวลาในการตรวจและรับเอกสารประมาณเกือบ 1 ชม. ก่อนจะเผยว่า วันนี้มายื่นเอกสารผ่อนผัน เพราะมีภารกิจต้องเรียนต่อ ปีนี้ต้องมาผ่อนผันอีกปีตามที่กฎหมายบอกว่าเราสามารถผ่อนผันได้จนถึงอายุ 26 ปี ตอนนี้ดำเนินเรื่องไปทางมหาวิทยาลัยเพื่อให้มหาวิทยาลัยดำเนินเรื่องผ่อนผัน ปีนี้ก็เป็นปีที่ 3 มีหน้าที่ต้องเรียนและทำงานไปด้วย ถามว่าตั้งใจจะใช้สิทธิ์ผ่อนผันจนครบเลยหรือไม่ ณ ตอนนี้ยังต้องใช้ก่อน ยังไม่ได้คิดไปถึงอนาคต พอเรียนจบก็จะทำตามกระบวนการเหมือนทุกคนทำกัน ไม่ว่าจะเป็นการจับใบดำใบแดง ถึงเวลานั้นค่อยว่ากันอีกที ตนโอเคเพราะเป็นกฎหมายที่เราต้องทำตามอยู่แล้ว

อีกคนคือพระเอกหนุ่มวัยรุ่น พีช-พชร จิราธิวัฒน์ เดินทางมาที่โรงเรียนวัดหัวลำโพง เขตบางรัก กทม. ในเวลา 08.30 น. เพื่อคัดเลือกทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการ โดยพีชยื่นใช้สิทธิ์ขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหารเป็นครั้งที่ 3 เพราะยังมีชื่ออยู่ในรายการผ่อนผันของมหาวิทยาลัย จึงเดินทางมาแสดงตัวกับคณะกรรมการตรวจเลือก พร้อมรับหมายเรียกคัดเลือกทหารปี 60

จากนั้นพีช-พชรให้สัมภาษณ์ว่า ที่มายื่นผ่อนผันในครั้งนี้เพราะยังมีสิทธิ์ได้ผ่อนผันอีก 1 ปีแม้เรียนจบไปแล้ว อีกทั้งยังมีงานละครที่ยังไม่เสร็จด้วย อยากให้งานจบให้หมดก่อนดีกว่า ในปีหน้ายังไม่ได้วางแผนจะผ่อนผันหรือไม่ หากต้องไปเรียนต่อคงจะต้องขอผ่อนผัน หากไม่มีเรียนต่อก็พร้อมจะสมัครหรือจับใบดำใบแดงค่อยดูกันอีกที

ที่ห้องประชุม อบต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ เมื่อเวลา 07.00 น. วันเดียวกัน พ.ท.จีรนาท เทพวัลย์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 19 เป็นประธานตรวจเลือกทหารประจำจังหวัดสมุทรปราการ มีผู้เข้าเกณฑ์ต้องคัดเลือก 600 คน ขอใช้สิทธิ์ผ่อนผัน 200 คน ต้องการเข้ารับประจำการ 94 คน โดยมีนายหลุยส์ เฮสดาร์ซัน อายุ 25 ปี ดารานักแสดงลูกครึ่ง อยู่บ้านเลขที่ 34/2 หมู่ 12 ต.ศีรษะจรเข้น้อย อ.บางเสาธง มาสมัครเป็นทหารเกณฑ์ด้วย โดยนายหลุยส์กล่าวว่า ตั้งใจสมัครเป็นทหารบกผลัด 2 เนื่องจากเรียนจบปีที่แล้ว ไม่สามารถใช้สิทธิ์ผ่อนผันได้ คิดว่าไหนๆต้องจับใบดำใบแดงอยู่แล้ว ก็สมัครดีกว่า เพราะการรับใช้ชาติเป็นหน้าที่ของชายไทยอย่างหนึ่ง

ที่มา>>>Thairath

ตะลึงงัน!! ‘กระจุกดาว’ ใจกลางทางช้างเผือกภาพใหม่จากกล้องฮับเบิล

นาซาเผยแพร่ภาพใหม่ จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล บันทึกภาพ ‘กระจุกดาว’ ดวงดาวหลายแสนดวงส่องแสงระยิบระยับสวยงาม บริเวณใจกลาง ‘ทางช้างเผือก’ ในระบบสุริยะของเรา

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) เผยแพร่ภาพใหม่ บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล โดยใช้เทคโนโลยีอินฟราเรด ถ่ายภาพกระจุกดาว (star cluster) ในบริเวณศูนย์กลาง ‘ทางช้างเผือก’ (Milky Way) ซึ่งคือดาราจักรที่มีระบบสุริยะและโลกของเรา แสดงให้เห็นภาพที่สร้างความตื่นตะลึง ดวงดาวมากมายกว่า 5 แสนดวงส่องแสงระยิบระยับสวยงามมาก

ตามรายงานของนาซา ระบุว่า กระจุกดาว (star cluster) ดังกล่าวนี้ อยู่ห่างจากโลกประมาณ 27,000 ปีแสง ถือเป็นบริเวณที่มีดวงดาวอยู่หนาแน่นมากที่สุดในกาแล็กซี่ของเรา โดยเฟซบุ๊ก Hubble Space telescope ยังระบุว่า นักดาราศาสตร์ได้ใช้เทคโนโลยีอินฟราเรดเจาะแทงทะลุเข้าไปในกลุ่มฝุ่นละอองระหว่างดวงดาว จากนั้น นักดาราศาสตร์ได้แปลภาพแสงอินฟราเรด ซึ่งดวงตาของมนุษย์ไม่อาจมองเห็น มาเป็นแสงที่คนเราสามารถมองเห็นได้

ทั้งนี้ กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ถูกส่งขึ้นไปโคจรนอกชั้นบรรยากาศโลกตั้งแต่ 26 ปีก่อน เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างองค์การนาซา และองค์การอวกาศยุโรป ถือเป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การศึกษาดาราศาสตร์ ทำให้นักดาราศาสตร์ค้นพบปรากฏการณ์สำคัญต่างๆ มากมาย จนได้รับการกล่าวยกย่องว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล คือ ดวงตาของเอกภพ

ที่มา>>>Thairath