ฟิล์ม พา แซนดี้ มอไซค์คว่ำ อุบัติเหตุกลางกองถ่ายอีกแล้ว

อุต๊ะ! วันก่อนคู่พระนางละครเรื่อง “แม่นาก” ช่อง 8 ใบเตย อาร์สยาม กับ มาร์ติน มิดาล เพิ่งประสบอุบัติเหตุตกจากหลังควาย ใบเตยถูกเชือกรั้งคอลากไปเกือบตาย ส่วนพระเอกก็เย็บไปหลายสิบเข็ม วันถัดมา ผกก.และนักแสดงรุ่นเก๋า โอ๋-ฐาปกรณ์ ก็ตกจากที่สูงระหว่างถ่ายละคร “รักร้าย” หวิดเดี้ยง!

“ฟิล์ม” สำรวจแผล

มาล่าสุดถึงคิวพระเอกดัง ฟิล์ม-รัฐภูมิ กับนางเอก แซนดี้-ชลิดา เกิดอุบัติเหตุกลางกองถ่าย “มนต์รักอสูร” ทางช่อง 8 ให้ใจหายใจคว่ำอีกแล้ว!แผลไกลหัวใจครับโดยเหตุเกิดระหว่าง ฟิล์ม กับนางเอกใหม่ แซนดี้ กำลังถ่ายฉากที่ ฟิล์ม ซิ่งมอเตอร์ไซค์พา แซนดี้ ซ้อนท้ายหนีผู้ร้าย โดยถ่ายที่บริเวณอ่างเก็บน้ำหนองปรือ จ.นครนายก ปรากฏว่าช่วงฟิล์มหักรถเลี้ยวหลบกระสุน รถเกิดเสียหลักไถลก่อนที่รถจะล้มคว่ำกระแทกพื้น โชคดีที่ทั้งคู่สวมหมวก กันน็อกเลยรอดจากอาการบาดเจ็บรุนแรง หลัง จากทีมงานเข้ามาช่วยพยุงทั้งสองเข้าไปนั่งพักและสำรวจร่างกายพบว่าต่างก็ได้รับบาดเจ็บคนละเล็กละน้อยบริเวณมือและหัวเข่า หลังปฐมพยาบาลก็ถ่ายต่อได้หนูก็เจ็บค่ะเอ้า…สู้ๆฟิล์ม เล่าว่า “คือตอนที่ผมหักเลี้ยวมอเตอร์ไซค์รถมันก็เสียหลักเพราะถนนมันมีเม็ดหินเล็กๆรถเลยสะบัด ตอนล้มก็แรงพอควร แต่โชคที่ผมไม่ได้ขี่เร็วมาก และเราสองคนใส่หมวกกันน็อกหัวก็เลยช่วยรองรับแรงกระแทก ผมตกใจรีบหันไปดูน้องว่าโอเคมั้ย เลยเห็นทีมงานรีบวิ่งเข้ามาช่วยเค้าแล้ว ปรากฏว่าก็ได้แผลกันนิดหน่อย เข่าซ้ายผมเป็นแผลแตก แล้วมือซ้ายก็ถลอก ส่วนแซนดี้ก็มีแผลถลอกที่ฝ่ามือซ้าย และขาฟกช้ำเล็กน้อย ก็พักทำแผลและรอให้น้องหายตกใจ แล้วก็ถ่ายละครต่อ ก็ฝากถึงคนขับขี่รถทุกชนิด ให้ทำตามกฎจราจรใส่หมวกกันน็อก คาดเข็มขัดนิรภัย เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อครับ”.

ที่มา>>>Thairath

พระ 200 รูปสวดให้กว๊านพะเยาหายแล้ง-ไฟป่า-พายุลูกเห็บถล่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้เกิดเหตุไฟไหม้ป่าในพื้นที่ป่าบ้านวังธงและไฟได้ไหม้ลุกลามเข้ามาในเขต ต.ป่าแมต อ.เมืองแพร่ เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 9 เม.ย. นายสงวน ธงยี่สิบสอง นายก อบต. วังธง ได้นำรถดับเพลิงของ อบต.วังธง จำนวน 2 คัน จากนั้นได้ขอกำลังรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลป่าแมต และเทศบาลเมืองแพร่ ร่วม 10 คัน เข้าไปสกัดไฟป่าที่กำลังไหม้ลุกลาม ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำเป็นต้นมา เริ่มแรกก็ไม่มีใครทราบเนื่องจากไฟป่าได้ลุกลามมาจากป่าเขตบ้านวังธงและลามเข้ามาตามแนวถนนทางหลวงชนบท หมายเลข 6022 หมู่ที่ 4 ต.ป่าแมต อ.เมืองแพร่ ขณะเดียวกัน มีกระแสลมแรง ไฟป่าได้ขยายกินทั้งบ่อขยะข้างทางและพื้นที่ป่า รวมกว่า 30 ไร่

นายสงวนเปิดเผยว่า มีชาวบ้านไปพบเห็นกลุ่มควันไฟเกิดขึ้นที่บ่อขยะ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลตำบลป่าแมตตั้งแต่ช่วงเย็น ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบสาเหตุว่าต้นเพลิงมาจากไหน เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเกิดจากไฟป่าที่ลุกลามลงมาตามถนน รถดับเพลิงใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมง ได้ระดมฉีดน้ำจนสกัดไฟป่ามอดลง แต่ก็ยังมีอีกหลายจุดที่รถเข้าไปไม่ได้ ทางเจ้าหน้าที่ไฟป่าแพร่ ได้ระดมกำลังเดินเท้าขึ้นไปช่วยกันดับไฟต่อไปแล้ว

จ.พะเยา เทศบาลเมืองพะเยา ได้จัดทำพิธีทำบุญเสริมสิริมงคลกว๊านพะเยาที่ประสบภัยแล้งอย่างหนักในปี 2559 หวังให้กว๊านพะเยารอดพ้นภาวะภัยแล้งโดยเร็ว ทั้งนี้ ได้นิมนต์พระสงฆ์จำนวน 200 รูป นำโดยพระราชปริยัติ พร้อมรองเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะอำเภอทั้ง 9 แห่ง ร่วมกันประกอบพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลให้แก่กว๊านพะเยา ณ บริเวณลานข้างกว๊านพะเยา ตรงข้ามอนุสาวรีย์พญางำเมือง อ.เมืองพะเยา เมื่อเย็นวันที่ 9 เม.ย. โดยมี น.ส.จุฬาสินี พรหมเผ่า นายกเทศมนตรีเมืองพะเยา และประชาชนเข้ามาร่วมกว่า 100 คน ขณะที่พระสงฆ์กำลังสวดมีพายุพัดแรงริมกว๊านพะเยา ไม่นานพายุก็สงบลง

ตอนเย็นวันเดียวกัน เกิดพายุพัดมาพร้อมกับลูกเห็บตกในพื้นที่ ต.หย่วน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ขนาดลูกเห็บเท่ากับลูกมะแว้ง และไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย พบว่าพายุแรงได้พัดต้นไม้ใหญ่ คือต้นโพธิ์ข้างวัดศรีเมืองมาง ต.หย่วน กิ่งต้นโพธิ์ได้หักโค่นลงมากลางถนน ทับป้ายโฆษณาพัง แต่ไม่พบบ้านเรือนประชาชนเสียหาย นอกจากนี้มีฝนตกลมพัดแรงในพื้นที่ อ.จุน อ.ภูซาง และมีฝนตกบางส่วนในพื้นที่ อ.แม่ใจ และ อ.เมือง ส่งผลให้อากาศที่ร้อนเย็นลงอย่างรวดเร็วนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล นายอำเภอเชียงคำ กล่าวว่า สถานการณ์วาตภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มีลูกเห็บตกลงมาด้วยแต่ไม่เกิดความเสียหาย ในเบื้องต้นได้มอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งสำรวจความเสียหายแล้ว ส่วนวาตภัยที่เกิดขึ้นวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา ในพื้นที่ ต.ฝาย-กวาง มีพื้นที่ประสบภัย 6 หมู่บ้าน ประกอบด้วยหมู่ 8, 9, 11, 13, 14, 16 บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 174 หลัง เทศบาลตำบลฝายกวาง ได้ช่วยเหลือกระเบื้องมุงหลังคาให้แก่ผู้ประสบภัยแล้วประมาณ 3,000 แผ่น.

ที่มา>>>Thairath

เบลเยียมรวบแล้ว ‘โมฮัมเหม็ด อาบรินี’ ผู้ต้องสงสัยสำคัญเอี่ยวโจมตีปารีส

(ภาพ: AFP)

สื่อเบลเยียมเผย เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัว โมฮัมเหม็ด อาบรินี ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีปารีสได้แล้ว หลังจากหลบหนีมาหลายเดือน นอกจากนี้ยังสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยรายอื่นๆ ได้อีกหลายคน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อัยการกลางของประเทศเบลเยียมยืนยันในวันศุกร์ (8 เม.ย.) เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยมีส่วนเชื่อมโยงกับการวางระเบิดสนามบินซาเวนเทม และสถานีรถไฟใต้ดินมาลเบค ในกรุงบรัสเซลส์ ของเบลเยียม เมื่อ 22 มี.ค. ที่ผ่านมาได้อีกหลายคน แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ เพิ่มเติม

ภาพนายโมฮัมเหม็ด อาบรินี (ภาพ: AFP)

อย่างไรก็ตาม สื่อในเบลเยียมรายงานว่า นายโมฮัมเหม็ด อาบรินี ผู้ต้องสงสัยมีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อวินาศกรรมกรุงปารีส ของฝรั่งเศส เมื่อ 13 พ.ย. ปีก่อน ได้แล้ว หลังเขาหลบหนีการจับกุมมานานกว่า 5 เดือน ก็ถูกรวบตัวได้แล้วเช่นกัน โดยเขาถูกจับในเขตอันเดอร์เลชท์ ในกรุงบรัสเซลส์

ทั้งนี้ นายอาบรินี วัย 31 ปี เป็นชาวเบลเยียมเชื้อสายโมร็อกโก ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการโจมตีในกรุงปารีส หลังจากเขาถูกกล้องวงจรปิดที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งบันทึกภาพได้ว่าร่วมเดินทางกับนายซาเลาะห์ อับเดลสลาม หนึ่งในทีมโจมตีกรุงปารีส ซึ่งถูกทางการเบลเยียมจับกุมได้ก่อนหน้านี้เพียง 2 วันก่อนเกิดวินาศกรรมปารีสภาพชายชุดขาวผู้ต้องสงสัยร่วมวางระเบิดโจมตีสนามบินในกรุงบรัสเซลส์ (ภาพ: REUTERS)

สื่อเบลเยียมยังรายงานด้วยว่า นายอาบรินีอาจเป็นคนเดียวกับชายชุดขาว ซึ่งร่วมกับมือระเบิดฆ่าตัวตายอีก 2 คน โจมตีสนามบินซาเวนเทม โดยทั้ง 3 คน ซุกซ่อนระเบิดไว้ในกระเป๋าเดินทาง แต่ระเบิดของชายชุดขาวไม่ทำงาน เขาจึงหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ และขณะนี้กำลังถูกทางการเบลเยียมล่าตัว.

ที่มา>>>Thairath

ห้ามไม่ฟัง! ฝืนเข้าป่าใกล้สนามฝึกทหาร เจอบึมหิ้วกลับบ้าน ตูมสนั่นดับ 5

เด็กน้อย-หนุ่มเข้าไปในป่าพื้นที่ห้ามเข้า ใกล้สนามฝึกยุทธวิธีทางทหาร เจอระเบิดหิ้วกลับไปบ้านคาดแกะเอาเศษเหล็กไปขาย พลาดบึมสนั่น ครอบครัวเด็กน้อยดับยกครัว 4 ส่วนหนุ่ม 30 ไม่รอดเช่นกัน รวมดับ 5 เจ็บ 1 ด้านผบ.กองกำลังนเรศวร ย้ำ ปชส.ต่อเนื่องห้ามเข้าไป มอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 5 หมื่น…

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 8 เม.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ ต.โป่งแดง อ.เมือง จ.ตาก ได้มีเด็กเข้าไปเล่นในป่าเขาลูกปืน หมู่ 4 บ้านชะราดระฆัง ต.โป่งแดง อ.เมือง จ.ตาก ใกล้สนามฝึกทางยุทธวิธีกองทัพภาคที่ 3 แล้วเจอกระสุนปืน ค.120 มม. จึงนำกลับใส่ถุงปุ๋ยมาที่บ้านเลขที่ 13 บ้านหนองมะค่า ต.โป่งแดง อ.เมือง จ.ตาก จากนั้นได้เกิดระเบิดขึ้นมาบริเวณใต้ต้นไม้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตตายยกครัว 4 ศพ ประกอบด้วย 1.นางหวัน ง้อเพ็ง 2.นางทับทิม ง้อเพ็ง 3.ด.ช.ชัยพิสิทธิ์ ง้อเพ็ง และ 4.ด.ช.กิตติศักดิ์ ง้อเพ็ง นอกจากนี้ ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 1 ราย ขณะที่ก่อนหน้า เวลาประมาณ 14.00 น. นายศรชัย เลิศม๊อก อายุ 30 ปี ชาวบ้านจากบ้านด่านลานหอย อ.ด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย ได้เข้าไปหาผักหวานภายในป่าพื้นที่เดียวกัน และเจอระเบิดจึงนำกลับมา คาดมาแกะเพื่อเอาเศษเหล็กไปขาย แต่เกิดระเบิดขึ้นจนเสียชีวิต รวมมีผู้เสียชีวิตไป 5 ราย บาดเจ็บ 1 ราย

ด้านพล.ต.นพพร เรือนจันทร์ ผบ.กองกำลังนเรศวร กล่าวหลังเกิดเหตุสลด ว่า ทางหน่วยได้มีการประชาสัมพันธ์ห้ามประชาชนเข้ามาสถานที่แห่งนี้มาโดยตลอด เนื่องจากเกรงว่าจะไดรับอันตรายจากวัตถุระเบิด กระสุนที่หลงเหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางหน่วยได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิต รายละ 5 หมื่นบาท พร้อมย้ำเตือนประชาชน อย่าเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเด็ดขาด.

ที่มา>>>Thairath

สุขุมพันธุ์สั่ง กทม.เก็บขยะสงกรานต์ พื้นที่ท่องเที่ยวป้องกันโซเชียลโจมตี

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้ง กทม.จึงไม่จัดงานที่ใช้น้ำมาก ซึ่งถือเป็นโอกาสดีในการรณรงค์กิจกรรมสรงน้ำพระ ทำบุญ แต่สิ่งสำคัญ กทม.ต้องดูแลความปลอดภัยของประชาชน จึงขอให้มีเจ้าหน้าที่ทำงานในช่วงสงกรานต์อย่างเต็มที่ และขอขอบคุณล่วงหน้าไว้ด้วย

นอกจากนี้ ขอให้ทุกสำนักงานเขตและสำนักสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยตกค้าง โดยเน้นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมา
เที่ยวเป็นจำนวนมาก ไม่ให้มีขยะตกค้าง พร้อมกำชับผู้ค้าหาบเร่ แผงลอยให้ช่วยกัน ดูแลสถานที่ให้สะอาดเรียบร้อย หากมีจุดใดสกปรก หรือมีขยะอยู่ อาจเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม โดยเฉพาะในโลกโซเชียล จึงขอให้ช่วยกันจัดการ ก่อนที่จะเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์– วิจารณ์กัน.

ที่มา>>>Thairath

ปปง.แถลง ‘ปานามา เปเปอร์ส’ โยง 16 คนไทย ยังไม่ชัดความผิด รอ ICIJ ยัน

‘พ.ต.อ.สีหนาท’ เลขาธิการ ปปง. แถลงพบรายชื่อ 16 คนไทย โยง ‘ปานามา เปเปอร์ส’ ยังไม่ชัดความผิด รอ ICIJ ยืนยัน ซึ่งสามารถดำเนินการได้ในฐานความผิดฟอกเงินเท่านั้น ส่วนเลี่ยงภาษี เป็นหน้าที่สรรพากร …

วันที่ 8 เมษายน พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เปิดเผยถึงการตรวจสอบข้อมูลจากเอกสาร ปานามา เปเปอร์ส ว่า ตัวเลขที่ ปปง. ตรวจสอบ กับ ปปง. ปานามาร์ พบรายชื่อคนไทย 16 รายชื่อ และเป็นบุคคลทั้งหมด ซึ่ง ปปง.ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วยังไม่พบความผิดปกติ ขณะเดียวกัน ก็ได้ประสานขอข้อมูลเพื่อตรวจสอบเชิงลึกกับทาง ปปง.ของปานามาร์ แล้ว ซึ่ง ปปง.ปานามาร์ ตอบรับกลับมาว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน

สำหรับกรณีเอกสาร ปานามา เปเปอร์ส ผู้เปิดเผยข้อมูล ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ดังนั้นการตรวจสอบ จำเป็นต้องขอข้อมูลยืนยันจากนานาประเทศ ที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันข้อมูล ทั้งหน่วยงานรัฐ และที่มาของข่าว อย่างในส่วน ของ ไอซีไอเจ ที่เปิดเผยเอกสารปานามา เปเปอร์ส ปปง. ก็ได้ประสานงานขอข้อมูลไปยังสำนักงานใหญ่ของ ไอซีไอเจ ที่ วอชิงตันดีซี แล้ว รวมถึงข้อมูลข่าวจาก หนังสือพิมพ์เอ็มดี ที่เยอรมัน ด้วยพ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ขณะที่ การตรวจสอบของ ปปง.ในไทย ยืนยันว่า ดำเนินการตรวจสอบ แล้วตามขั้นตอน แต่ต้องเป็นไปในทางลับ เนื่องจากเป็นสิทธิส่วนบุคลล ที่สามารถกระทำได้ และการตรวจสอบของ ปปง. ดำเนินการได้ตามอำนาจ เอาผิดในมูลฐานการฟอกเงินเท่านั้น ส่วนประเด็นการเลี่ยงภาษี จะเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพากร ซึ่งขณะนี้ได้ประสานงานกัน และ สรรพากรก็ทราบถึงสถานการณ์แล้ว

สำหรับข้อมูลจาก ไอซีไอเจ ที่มีการระบุข้อมูลรายชื่อบุคคล และนิติบุคคล รวม 719 รายชื่อ แบ่งเป็นบุคคลไทย 411 รายชื่อ เป็นคนต่างชาติ 262 รายชื่อ และนิติบุคคล 46 บริษัท เป็นการรวบรวมข้อมูล มาตั้งแต่ 2556 ซึ่งข้อมูลที่ ปปง.ยืนยันล่าสุดจาก ปปง.ปานามาร์ จำนวน 16 รายชื่อ ก็รวมอยู่ในจำนวนนี้ด้วย.

ที่มา>>>Thairath

โร่ร้อง บก.ป.จับพิรุธ สาวประกาศลงเฟซฯ รับบริจาคเงินช่วยน้องหมา

สาวนักธุรกิจเมืองนนท์ พร้อมคนใจบุญ เข้าพบ พนง.สอบสวน บก.ป. ให้สอบสวนหาข้อเท็จจริงกรณี หญิงสาว ลงเฟซบุ๊ก รับบริจาคช่วยเหลือสุนัขจรจัดที่บาดเจ็บ แต่กลับพบพิรุธการเบิกเงิน ไม่มีการแจกแจงรายรับ-รายจ่าย …

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 59 น.ส.สุพิชฌาย์ ธนอัจฉรานันท์ อายุ 39 ปี อาชีพนักธุรกิจ ชาว จ.นนทบุรี พร้อมด้วยกลุ่มผู้บริจาคเงินช่วยเหลือสุนัขจรจัดที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยกว่า 10 คน เข้าพบ ร.ต.ท.นเรศ บุญดำเนินพานิช รอง สารวัตร (สอบสวน) กก.1 บก.ป. เพื่อขอให้สอบสวนหาข้อเท็จจริง กรณีที่ หญิงสาวรายหนึ่ง ได้ลงประกาศผ่านทางเฟซบุ๊ก เปิดรับเงินบริจาคช่วยเหลือสุนัขจรจัดที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย โดยอ้างว่า จะนำเงินดังกล่าวไปใช้รักษาสุนัข แต่หลังจากโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของหญิงดังกล่าว กลับพบข้อพิรุธเกี่ยวกับการพาสุนัขไปรักษา หรือการเบิกเงินไปใช้จ่ายต่างๆ เนื่องจากไม่มีการแจกแจงรายรับ-รายจ่าย จึงเกรงว่าเงินบริจาคจะถูกใช้โดยไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ผู้บริจาค

น.ส.สุพิชฌาย์ กล่าวว่า รู้จักกับหญิงสาวรายนี้ จากกลุ่มเพื่อน ซึ่งทราบว่ามีหน้าที่ช่วยเหลือนำสุนัขที่ได้รับบาดเจ็บ หรือมีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ไปส่งสถานพยาบาล เมื่อมีการเปิดรับเงินบริจาคเพื่อการนี้ ตนจึงยินดีโอนเงินไปให้โดยมีการแจ้งว่าค่าใช้จ่ายสำหรับนำสุนัข 1 ตัว ส่งไปรักษาที่สถานพยาบาล นั้น อยู่ที่ 15,000-20,000 บาท

ทั้งนี้ น.ส.สุพิชฌาย์ กล่าวอีกว่า หากสุนัขตัวไหนที่ป่วยหนัก ทางหญิงสาวดังกล่าว จะแจ้งว่า สัตวแพทย์ที่รักษา วินิจฉัยโรคแล้วอาจต้องรักษาต่อด้วยการผ่าตัด หรือใช้ยาบางชนิดกับน้องหมา ก็จะขอรับเงินบริจาคเพิ่มเติมอีก ซึ่งกว่า 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าได้ดูแลสุนัข 6-7 ตัว มีผู้บริจาคเงินช่วยเหลือ 200-300 คน แต่กลับมาทราบภายหลังว่า หญิงสาวคนนี้ ไม่ได้ใส่ใจดูแลรักษาสุนัขให้ดีตามสมควร มีการปล่อยให้สุนัขนอนแช่อุจจาระหรือปัสสาวะ บางตัวที่ส่งไปรักษาแล้วเสียชีวิตก็ไม่ได้ติดตามผล และเมื่อสุนัขเสียชีวิต ยังมีการประกาศขอรับเงินบริจาคทั้งที่สุนัขตัวนั้นตายไปแล้ว

เมื่อทราบเรื่อง จึงพยายามติดต่อกับหญิงสายรายนี้ ขอให้แจกแจงค่าใช้จ่ายต่างๆ กับเงินบริจาคที่ได้รับไป โดยคาดว่าน่าจะมีผู้ใจบุญบริจาคเงินให้แล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ นอกจากนี้ยังพบข้อพิรุธที่น่าสงสัย เนื่องจากได้นำเงินไปซื้อสิ่งของ หรือใช้ทำอะไรอย่างอื่นที่ผิดวัตถุประสงค์ อันอาจเข้าข่ายฉ้อโกง จึงเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ป.เพื่อขอให้มีการสอบสวนกรณีดังกล่าว

“ที่ผ่านมา หลายๆ คน ต่างเชื่อถือหญิงคนนี้ เพราะเขาเคยไปออกรายการทีวีชื่อดังรายการหนึ่ง พิธีกรที่สัมภาษณ์ออกรายการดังกล่าวก็เป็นพิธีกรผู้มีชื่อเสียง ยิ่งทำให้ทุกคนยิ่งเชื่อใจอย่างไม่ลังเล ว่าเธอเป็นผู้ใจบุญ เมตตาต่อน้องหมา ก่อนจะมาพบข้อพิรุธน่าสงสัยในภายหลัง ซึ่งอาจจะมีคนอื่นร่วมกันวางแผนเพื่อหลอกเอาเงินบริจาคตรงนี้ โดยอาศัยจุดอ่อนเรื่องความสงสารน้องหมาที่เจ็บป่วยเป็นเครื่องมือ” น.ส.สุพิชฌาย์ กล่าว

ด้าน ร.ต.ท.นเรศ กล่าวว่า ได้รับเรื่องและสอบปากคำผู้ร้องไว้ในเบื้องต้น ก่อนจะนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาสั่งการอีกครั้ง.

ที่มา>>>Thairath

แกะรอยกระเป๋า ไขคดีศพปริศนา

ไอซ์แตก-อืดโอ่งอ่าง เชื้อชาติ‘เอเชียกลาง’ โยงขบวนการยานรก

คดียัดศพใส่กระเป๋าทิ้งคลองโอ่งอ่าง รรท.น.1 ตีวงสืบสวน ประสาน ตม.หาข้อมูลกลุ่มคนต้องสงสัย 2 สัญชาติ รวมทั้งข้อมูลแพทย์ที่ระบุศพเสียชีวิตมาแล้ว 3 วัน โดยเข้าตรวจสอบร้านขายกระเป๋าเดินทาง ย่านวังบูรพา เจ้าของร้านระบุเมื่อช่วงค่ำวันที่ 1 เม.ย. มีชายพูดภาษาปัญจาบี มาซื้อกระเป๋าไป 2 ใบ จากนั้นนำชุดสืบเดินเลียบคลองหาจุดทิ้งกระเป๋ายัดศพ รวมทั้งจุดที่คนร้ายน่าจะเข้าพัก พร้อมประชาสัมพันธ์ถึงคนขับรถโดยสารสาธารณะแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลต่างชาติแบกหิ้วถุงหรือกระเป๋าในช่วงเวลาดังกล่าว
จากเหตุพบศพชายนิรนามคาดเป็นชาวเอเชีย ถูกยัดใส่กระเป๋าลอยน้ำมาในคลองโอ่งอ่าง ท้องที่ สน.สำราญราษฎร์ จากการชันสูตรคาดว่าผู้ตายน่าจะเป็นแก๊งลักลอบขนยาเสพติด เพราะพบยาไอซ์บรรจุถุงยางอนามัยในกระเพาะอาหารและทวารหนักรวม 58 ก้อน น้ำหนักรวม 800 กรัม และไม่พบร่องรอยบาดแผลตามลำตัว สันนิษฐานเบื้องต้นช็อกยาตายเพราะถุงยางอนามัยแตกระหว่างอยู่ในท้อง โดยชุดสืบสวนนครบาลอยู่ระหว่างสืบสวนหาจุดทิ้งศพเพื่อหาเบาะแสว่าผู้ตายเป็นใคร

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 6 เม.ย. ที่ สน.สำราญราษฎร์ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. เรียกประชุมชุดสืบสวน โดย พล.ต.ท.ศานิตย์เปิดเผยก่อนประชุมว่า คดีคืบหน้าไปมากพอสมควร สามารถตีวงสัญชาติผู้ตายให้แคบลงเหลือเพียงแค่ 2 สัญชาติ เป็นชาวเอเชียกลาง แต่ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เกรงกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนเรื่องภาษา เป็นอีกช่องทางที่จะสามารถเร่ง หรือระบุสัญชาติของผู้เสียชีวิตได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสอบช่วงเวลาเดินทางเข้ามายังประเทศไทยของกลุ่มคนสัญชาติที่มีข้อมูลสืบสวนอยู่ ส่วนการจะเปิดเผยข้อมูลที่ยังไม่สามารถระบุได้นั้น จะบอกได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลให้แน่ชัด เช่น ผลการตรวจดีเอ็นเอ เอกสารบุคคลหรือพาสปอร์ต หรือมีญาติเข้าติดต่อแจ้งบุคคลสูญหาย และตรวจดีเอ็นเอตรงกันก็จะสามารถระบุได้ว่ามีสัญชาติใด นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผกก.สส.บก.น.6 ตรวจสอบหาประวัติกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ที่เป็นชาวต่างชาติ และแหล่งที่มายาเสพติด จะทำให้รู้ว่านำเข้าหรือส่งออก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากลุ่มดังกล่าวน่าจะมีอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 คน

ต่อมาเวลา 12.30 น. พล.ต.ท.ศานิตย์เปิดเผยอีกครั้งหลังประชุมเสร็จสิ้นว่า ได้รับรายงานจากทีมสืบสวนแล้ว ในทุกส่วนต่างมีข้อมูลที่ตรงกัน สามารถพุ่งเป้าเป็นรายบุคคลได้แล้ว 2-3 ราย อย่างไรก็ตาม ต้องพิสูจน์ทราบว่าบุคคลดังกล่าวยังอยู่ในประเทศหรือไม่ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในแต่ละจุดมีความเชื่อมโยงกัน มีการนำภาพเปรียบเทียบแต่ไม่ขอเปิดเผยถึงรายละเอียด ทั้งนี้จุดซื้อกระเป๋าและจุดทิ้งศพคาดว่าอยู่ละแวกเดียวกัน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกกองบังคับการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเกสต์เฮาส์แล้ว แต่ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ อยากฝากประชาสัมพันธ์ไปยังรถโดยสาร อาทิ รถสามล้อเครื่อง รถแท็กซี่ หากพบบุคคลที่ไม่ได้มีลักษณะคล้ายคนไทย มีการแบกหิ้วถุงหรือกระเป๋า ให้มาแจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

จากนั้น พล.ต.ท.ศานิตย์นำชุดสืบสวนเข้าตรวจสอบที่ร้านบางกอกแฟชั่น เลขที่ 448-450 ซอยต้นมะม่วง ถนนมหาไชย แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร ประกอบธุรกิจขายกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าแฟชั่น โดยเจ้าของร้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และให้ข้อมูลว่าเมื่อช่วงเวลา 19.00 น. วันที่ 1 เม.ย. มีชาย 1 คน สูงประมาณ 170 ซม. อายุประมาณ 40 ปี ผิวคล้ำ พูดภาษาปัญจาบี (ภาษาชาวอินเดียและปากีสถาน) ซื้อกระเป๋ายี่ห้อโบเดี่ยม (Bodium) ไป 2 ใบ ราคาใบละ 350 บาท ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะเชิญเจ้าของร้านกระเป๋าดังกล่าวไปสเกตช์ภาพใบหน้าคนร้ายในเช้าวันที่ 7 เม.ย. ที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ต่อจากนั้น พล.ต.ท.ศานิตย์เดินทางไปตรวจสอบเกสต์เฮาส์แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากร้านจำหน่ายกระเป๋าถัดไป 1 ซอย และอยู่ห่างจากจุดที่พบศพประมาณ 850 เมตร ก่อนที่จะเดินเลียบคลองโอ่งอ่าง หาจุดที่คาดว่าคนร้ายจะทิ้งกระเป๋าที่มีศพอยู่ข้างใน ตั้งแต่สะพานข้ามคลองสะพานหันจนมาสิ้นสุดที่สะพานดำรงสถิต โดยตรวจพบว่าระดับน้ำช่วงสะพานดำรง–สถิตมีระดับน้ำลึกกว่า 2 เมตร คาดว่าคนร้ายน่าจะนำกระเป๋าที่บรรจุศพมาทิ้งในละแวกดังกล่าว ส่วนจุดที่ต้องสงสัยที่คาดว่าคนร้ายน่าจะเข้าพักมี 2 จุด คือโรงแรมบูรพา และโรงแรมมีราม่า ซึ่งตั้งอยู่ช่วงระหว่างสะพานดำรงสถิต และใกล้คลองโอ่งอ่างมากที่สุด สำหรับคลองแห่งนี้ สำนักงานเขตพระนครเพิ่งขุดลอกคลองตั้งแต่วัน ที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมาทำให้มีความลึก และมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวพอสมควร

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ศานิตย์เปิดเผยหลังลงพื้นที่บริเวณเลียบคลองโอ่งอ่างซึ่งมีระยะทางจากร้านขายกระเป๋าถึงสะพานดำรงสถิต ประมาณ 850 เมตร ว่า ต้องการตรวจสอบความเชื่อมโยงของจุดซื้อกระเป๋า และจุดที่คาดว่าคนร้ายนำกระเป๋าบรรจุศพมาทิ้งในคลองโอ่งอ่าง เบื้องต้นได้ข้อมูลสอดคล้องกับผลของแพทย์ คือ ช่วงเวลา 19.00 น. ของวันที่ 1 เม.ย. มีผู้ต้องสงสัยมาซื้อกระเป๋า หลังจากนั้น 3 วันถึงมีคนพบศพ ตรงกับผลแพทย์ที่ระบุว่า ผู้ตายเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน จากนี้ชุดสืบสวนจะวิเคราะห์หาจุดที่คาดว่าคนร้ายนำกระเป๋ามาทิ้ง แต่จากที่ดูระดับน้ำในคลองพบว่า คลองซึ่งมีความลึกประมาณ 2 เมตร แต่ในช่วงบ่ายค่อนข้างตื้นเขิน ถ้าทิ้งกระเป๋าที่มีน้ำหนักคงไม่สะดวกและอาจจะจมน้ำ หลังจากนี้จะให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วงเวลา 19.00- 21.00 น. ดูระดับน้ำอีกครั้ง รวมทั้งตรวจสอบห้องพักและโรงแรมใกล้เคียง รวมถึงเรือขุดคลองที่จอดไว้บริเวณใต้สะพานดำรงสถิตว่าจอดไว้ตั้งแต่เมื่อใด เพราะมีผลต่อกระแสน้ำ เบื้องต้นทราบจากชาวบ้านว่า จอดไว้ตั้งแต่วันที่ 1-2 เม.ย. ก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มต่อไป

ที่มา>>>Thairath

วุ้นเส้น รักยังหวาน ชาคริต ไม่พร้อมมีทายาท ปัดสามีน้ำยาบูด

หลังจาก ชาคริต แย้มนาม บวชเข้าร่มกาสาวพัสตร์แล้วสึกออกมา ก็มีข่าวเม้าท์ว่าเป็นสาเหตุให้ห่างเหินกับภรรยา วุ้นเส้น–วิริฒิพา จนวันเกิดของ วุ้นเส้น เมื่อ 1 เม.ย.ที่ผ่านมาหลายคนรอลุ้นได้เห็นซีนหวานๆยืนยันว่ารักยังมั่นคง ล่าสุดเจอ วุ้นเส้น มาร่วมงาน “เซ็นทรัล คิดส์ รันเวย์” 2016 ที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม เลยถามว่า เป็นยังไงบ้าง? “วันนั้นไม่ได้ทำงานกลางวันไปกินข้าวกับพี่คริต ช่วงเย็นเพื่อนๆ ก็ทำเซอร์ไพรส์วันเกิดนิดหน่อย จากนั้นไปกินข้าวและเที่ยวกัน”

ปีนี้ชาคริตมีของขวัญหวือหวาอะไรมั้ย? (หัวเราะ) “ยังไม่รู้เลย ยังไม่ได้ให้ แต่ปีนี้วุ้นก็บอกพี่คริตว่าไม่ต้องให้ก็ได้ แค่อยากกินข้าวและใช้เวลาด้วยกันมากกว่า ไม่ต้องซื้อของให้สิ้นเปลือง” จริงๆ มีอะไรในใจที่อยากได้มั้ย? “ไม่มีเลย วุ้นไม่อยากให้เค้าเสียตังค์ เป็นห่วงเค้าเพราะช่วงนี้ต้องใช้เงินรักษาคุณแม่ด้วย อยากให้เค้าใช้อะไรที่จำเป็น วุ้นก็ไม่ได้อยากได้อะไรเป็นพิเศษอยู่แล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว” หลังจากนี้จะหาเวลาเพื่อไปใช้ทำอะไรพิเศษด้วยกันมั้ย? “จริงๆ ก็รออยู่ค่ะ วุ้นก็ทำงานทุกวัน แต่วันเกิดก็ได้เจอกันแล้ว ก็โอเค เดี๋ยวไว้รอหาโอกาสไปทำบุญด้วยกันค่ะ” วันเกิดปีนี้มีซื้ออะไรให้ตัวเองมั้ย? “ปีนี้ไม่ค่อยซื้อ ตั้งใจเก็บตังค์มากกว่า เรากลับไปดูของที่บ้านรู้สึกว่าที่บ้านมีของเยอะแล้ว ก็เลยให้รางวัลตัวเองไม่ซื้อของดีกว่า เรารู้สึกว่าเริ่มทำงานในวงการเยอะขึ้นเรื่อยๆ ควรเก็บเงินมากกว่าเมื่อก่อนอาจทำงานไปใช้ไป เลยรู้สึกว่าเราควรเก็บมากกว่าใช้”

เก็บเงินเผื่อมีลูกด้วยรึเปล่า? “ยังไม่มี อย่าเพิ่งสิ ตอนนี้ก็อินกับลูกคนอื่นไปก่อน แต่ลูกตัวเองเอาไว้ก่อนแล้วกัน ถามว่าอยากมีของตัวเองมั้ย ก็ยังนะ ดูลูกคนอื่นโอเคกว่า ส่วนตัววุ้นยังไม่พร้อม มันติดอะไรเยอะมาก การมีลูกวุ้นเป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องเสียสละอะไรมากกว่านี้ ขอเวลาอีกนิดดีกว่า” เพื่อนๆในแก๊งค์บิลต์บ้างมั้ย? “บิลต์ตลอดค่ะ จนตอนนี้เลิกบิลต์ไปแล้วค่ะ” เห็นแซวในรายการว่าสามีไม่มีน้ำยา? “อุ๊ย (ยิ้ม) ไม่หรอก สงสารเค้า จริงๆเราป้องกันค่ะ เค้าก็โอเค แข็งแรงดี เราก็แซวเล่นๆ”.

ที่มา>>>Thairath

ดอกเบี้ยขาลง! คนกู้ซื้อบ้านใช้ประโยชน์อย่างไรให้คุ้มค่า.?

ดอกเบี้ยขาลง! คนกู้ซื้อบ้านใช้ประโยชน์อย่างไรให้คุ้มค่า.?

เห็นแบงก์ทยอยประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ MLR หรือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ซึ่งเป็นเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Term Loan) โดยส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ตัวอย่างเช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ แล้วก็น่ายินดีกับผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม เอสเอ็มอี ที่ต้องได้ผ่อนภาระลงไปบ้าง

ทั้งนี้ทั้งนั้น มีบางธนาคารได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย MRR หรือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ลงด้วย เช่น ธนาคารทหารไทย ที่ปรับลดลงมา 0.25 % จาก 8.025% เป็น 7.775% ซึ่งดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทนี้ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นต้น ซึ่งในส่วนนี้ บรรดาลูกหนี้ผ่อนบ้าน ลูกหนี้บัตรเครดิต ได้อานิสงค์ไปเต็มๆ

ต่อจากนี้เราคงต้องรอดูว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยของแต่ละแบงก์ลงมาอย่างไร โดยเฉพาะบรรดาลูกหนี้ ติดตามให้ดี เพราะเราสามารถบริหารหนี้เพื่อลดภาระหนี้ของเราลงได้นะครับ โดยเฉพาะ ใครที่เป็นหนี้เงินกู้เพื่อผ่อนบ้านหรือที่อยู่อาศัยอยู่

ทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้

อย่างที่บอกว่าต้องติดตามดูแต่ละธนาคารว่ามีการปรับดอกเบี้ยเงินกู้มาอย่างไร หากแบงก์ที่เรากู้ไม่ปรับลดลงมาเราจะทำอย่างไรดี..?
ขั้นแรก นำตารางดอกเบี้ยเงินกู้ MRR ของทุกแบงก์มากางดูเลยว่า แต่ละแบงก์หรือแต่ละธนาคารมีอัตราเท่าไร? หาก ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เราผ่อนบ้าน สูงกว่าของแบงก์อื่น มองไปที่แบงก์ที่มีดอกเบี้ยประเภทเดียวกันเลยครับว่ามีอัตราเท่าไร
ที่นี้มาดูเงื่อนไขการกู้เงินของเรา ว่า เราผ่อนแบงก์ไปจนผ่านระยะเวลาที่เป็นเงื่อนไขว่าห้ามรีไฟแนนซ์หรือยัง ปรกติในสัญญาเงินกู้จะระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามกู้เงินเพื่อมาชำระหนี้เดิม หรือ รีไฟแนนซ์หนี้กี่ปี ส่วนใหญ่จะมีระยะเวลา 3 ปี แต่ให้ชัดเจนไปดูสัญญาเงินกู้ครับ

หลังจากนั้นลองมานั่งดูว่า งวดชำระภาระดอกเบี้ยที่เหลือ กับ เงื่อนไขของแบงก์ใหม่ที่เราเล็งไว้ว่า ดอกเบี้ยถูกกว่าหรือไม่ ภาระที่เราจะจ่ายต่องวด ดีกว่าเงื่อนไขสัญญาเดิมหรือไม่ ซึ่งปรกติแล้ว ดอกเบี้ยที่ถูกลง จะลดภาระให้เราได้มากอยู่แล้ว เราก็ไปติดต่อธนาคารที่เราเล็งไว้ได้เลย

หลังจากเรารีไฟแนนซ์เงินกู้ผ่อนบ้านใหม่แล้ว สามารถลดภาระดอกเบี้ยจากเงินกู้ลงได้แล้ว ก็มีข้อแนะนำเพื่อให้การผ่อนบ้านสามารถผ่อนหมดได้เร็วขึ้นอีกด้วยคือ

-เพิ่มเงินจ่ายค่างวดมากกว่าที่กำหนด 10 %
สมมุติหลังรีไฟแนนซ์แล้ว ท่านมีภาระจ่ายชำระหนี้ต่อเดือน อยู่ที่ 20,000 บาท แต่ท่านมีกำลังการเงินพอ ให้เพิ่มเงินชำระค่างวดไปอีก 10 % หรือเป็น 22,000 บาท วิธีนี้จะช่วยให้ท่านจ่ายหนี้หมดได้เร็วกว่าเดิมเป็นปีเลยนะครับส่วนจะกี่ปี แล้วแต่วงเงินกู้ว่ามากน้อยเพียงใด

เหตุที่ผ่อนหนี้หมดเร็วจากวิธีนี้ เพราะ ปรกติ ในงวดชำระเงินกู้ทางแบงก์จะแบ่งเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยรวมกันอยู่ อย่างเช่น เงินงวด 20,000 บาท เป็นเงินต้น 10,000 บาท ดอกเบี้ย 10,000 บาท เมื่อท่านเพิ่มจ่ายเงินเข้าไปอีก 2,000 บาท ธนาคารจะนำไปหักเงินต้นให้ จะทำให้เงินต้นลดลงเร็วขึ้น ระยะยาวจะทำให้ภาระดอกเบี้ยลดลงด้วย เพราะเมื่อเงินต้นน้อยลง ดอกเบี้ยที่คิดจากเงินต้น จะลดลงไปตามสัดส่วนด้วย

-อีกแนวทางในการลดเวลาในการผ่อนหนี้ให้เร็วขึ้นคือ โปะด้วยเงินก้อน

ใครที่มีโบนัส หรือ ได้เงินพิเศษเป็นเงินก้อนมา ส่วนหนึ่ง กันมาใช้หนี้เป็นก้อนใหญ่จะช่วยลดภาระจากดอกเบี้ยลงได้มาก และทำให้เราจ่ายหนี้ได้เร็วขึ้น
สมมุติเรากู้ซื้อบ้าน 3 ล้านบาท ถ้าผ่อน 20 ปี จะจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมด 2.5 ล้านบาท และสมมติว่าเงินเดือนของเราอยู่ที่ 50,000 บาท ได้รับโบนัส 3 เดือน เท่ากับ 150,000 บาท ถ้าแบ่งมาโปะบ้าน 1 แสนบาท โดยโปะเมื่อผ่อนบ้านไปแล้ว 1 ปี และโปะเพียงครั้งเดียว คิดเป็นดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ตลอดระยะเวลาที่เหลือเกือบ 3 แสนบาท และระยะเวลาผ่อนบ้านลดลงเกือบ 1.5 ปี จะเห็นได้ว่า โปะบ้านเพียงครั้งเดียวด้วยเงิน 1 แสนบาท ยังประหยัดดอกเบี้ยได้หลายแสน แล้วถ้าโปะบ้านทุกครั้งที่มีเงินก้อนหรือได้เงินโบนัส จะประหยัดดอกเบี้ยได้มากขนาดไหน

ในโอกาสที่มีการปรับลดดอกเบี้ยลงมาแบบนี้ คนที่มีภาระผ่อนหนี้อย่าพลาดโอกาสเด็ดขาด สนใจติดตามดูความเคลื่อนไหวของแต่ละแบงก์สักนิด จะช่วยลดภาระเราได้มากเลยครับ……

ภาพจาก :http://www.istockphoto.com/

ขอบคุณแหล่งข้อมูล

https://k-expert.askkbank.com

https://www.krungsri.com