แกะรอยกระเป๋า ไขคดีศพปริศนา

ไอซ์แตก-อืดโอ่งอ่าง เชื้อชาติ‘เอเชียกลาง’ โยงขบวนการยานรก

คดียัดศพใส่กระเป๋าทิ้งคลองโอ่งอ่าง รรท.น.1 ตีวงสืบสวน ประสาน ตม.หาข้อมูลกลุ่มคนต้องสงสัย 2 สัญชาติ รวมทั้งข้อมูลแพทย์ที่ระบุศพเสียชีวิตมาแล้ว 3 วัน โดยเข้าตรวจสอบร้านขายกระเป๋าเดินทาง ย่านวังบูรพา เจ้าของร้านระบุเมื่อช่วงค่ำวันที่ 1 เม.ย. มีชายพูดภาษาปัญจาบี มาซื้อกระเป๋าไป 2 ใบ จากนั้นนำชุดสืบเดินเลียบคลองหาจุดทิ้งกระเป๋ายัดศพ รวมทั้งจุดที่คนร้ายน่าจะเข้าพัก พร้อมประชาสัมพันธ์ถึงคนขับรถโดยสารสาธารณะแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลต่างชาติแบกหิ้วถุงหรือกระเป๋าในช่วงเวลาดังกล่าว
จากเหตุพบศพชายนิรนามคาดเป็นชาวเอเชีย ถูกยัดใส่กระเป๋าลอยน้ำมาในคลองโอ่งอ่าง ท้องที่ สน.สำราญราษฎร์ จากการชันสูตรคาดว่าผู้ตายน่าจะเป็นแก๊งลักลอบขนยาเสพติด เพราะพบยาไอซ์บรรจุถุงยางอนามัยในกระเพาะอาหารและทวารหนักรวม 58 ก้อน น้ำหนักรวม 800 กรัม และไม่พบร่องรอยบาดแผลตามลำตัว สันนิษฐานเบื้องต้นช็อกยาตายเพราะถุงยางอนามัยแตกระหว่างอยู่ในท้อง โดยชุดสืบสวนนครบาลอยู่ระหว่างสืบสวนหาจุดทิ้งศพเพื่อหาเบาะแสว่าผู้ตายเป็นใคร

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 6 เม.ย. ที่ สน.สำราญราษฎร์ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. เรียกประชุมชุดสืบสวน โดย พล.ต.ท.ศานิตย์เปิดเผยก่อนประชุมว่า คดีคืบหน้าไปมากพอสมควร สามารถตีวงสัญชาติผู้ตายให้แคบลงเหลือเพียงแค่ 2 สัญชาติ เป็นชาวเอเชียกลาง แต่ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เกรงกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนเรื่องภาษา เป็นอีกช่องทางที่จะสามารถเร่ง หรือระบุสัญชาติของผู้เสียชีวิตได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสอบช่วงเวลาเดินทางเข้ามายังประเทศไทยของกลุ่มคนสัญชาติที่มีข้อมูลสืบสวนอยู่ ส่วนการจะเปิดเผยข้อมูลที่ยังไม่สามารถระบุได้นั้น จะบอกได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลให้แน่ชัด เช่น ผลการตรวจดีเอ็นเอ เอกสารบุคคลหรือพาสปอร์ต หรือมีญาติเข้าติดต่อแจ้งบุคคลสูญหาย และตรวจดีเอ็นเอตรงกันก็จะสามารถระบุได้ว่ามีสัญชาติใด นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผกก.สส.บก.น.6 ตรวจสอบหาประวัติกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ที่เป็นชาวต่างชาติ และแหล่งที่มายาเสพติด จะทำให้รู้ว่านำเข้าหรือส่งออก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากลุ่มดังกล่าวน่าจะมีอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 คน

ต่อมาเวลา 12.30 น. พล.ต.ท.ศานิตย์เปิดเผยอีกครั้งหลังประชุมเสร็จสิ้นว่า ได้รับรายงานจากทีมสืบสวนแล้ว ในทุกส่วนต่างมีข้อมูลที่ตรงกัน สามารถพุ่งเป้าเป็นรายบุคคลได้แล้ว 2-3 ราย อย่างไรก็ตาม ต้องพิสูจน์ทราบว่าบุคคลดังกล่าวยังอยู่ในประเทศหรือไม่ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในแต่ละจุดมีความเชื่อมโยงกัน มีการนำภาพเปรียบเทียบแต่ไม่ขอเปิดเผยถึงรายละเอียด ทั้งนี้จุดซื้อกระเป๋าและจุดทิ้งศพคาดว่าอยู่ละแวกเดียวกัน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกกองบังคับการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเกสต์เฮาส์แล้ว แต่ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ อยากฝากประชาสัมพันธ์ไปยังรถโดยสาร อาทิ รถสามล้อเครื่อง รถแท็กซี่ หากพบบุคคลที่ไม่ได้มีลักษณะคล้ายคนไทย มีการแบกหิ้วถุงหรือกระเป๋า ให้มาแจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

จากนั้น พล.ต.ท.ศานิตย์นำชุดสืบสวนเข้าตรวจสอบที่ร้านบางกอกแฟชั่น เลขที่ 448-450 ซอยต้นมะม่วง ถนนมหาไชย แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร ประกอบธุรกิจขายกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าแฟชั่น โดยเจ้าของร้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และให้ข้อมูลว่าเมื่อช่วงเวลา 19.00 น. วันที่ 1 เม.ย. มีชาย 1 คน สูงประมาณ 170 ซม. อายุประมาณ 40 ปี ผิวคล้ำ พูดภาษาปัญจาบี (ภาษาชาวอินเดียและปากีสถาน) ซื้อกระเป๋ายี่ห้อโบเดี่ยม (Bodium) ไป 2 ใบ ราคาใบละ 350 บาท ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะเชิญเจ้าของร้านกระเป๋าดังกล่าวไปสเกตช์ภาพใบหน้าคนร้ายในเช้าวันที่ 7 เม.ย. ที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ต่อจากนั้น พล.ต.ท.ศานิตย์เดินทางไปตรวจสอบเกสต์เฮาส์แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากร้านจำหน่ายกระเป๋าถัดไป 1 ซอย และอยู่ห่างจากจุดที่พบศพประมาณ 850 เมตร ก่อนที่จะเดินเลียบคลองโอ่งอ่าง หาจุดที่คาดว่าคนร้ายจะทิ้งกระเป๋าที่มีศพอยู่ข้างใน ตั้งแต่สะพานข้ามคลองสะพานหันจนมาสิ้นสุดที่สะพานดำรงสถิต โดยตรวจพบว่าระดับน้ำช่วงสะพานดำรง–สถิตมีระดับน้ำลึกกว่า 2 เมตร คาดว่าคนร้ายน่าจะนำกระเป๋าที่บรรจุศพมาทิ้งในละแวกดังกล่าว ส่วนจุดที่ต้องสงสัยที่คาดว่าคนร้ายน่าจะเข้าพักมี 2 จุด คือโรงแรมบูรพา และโรงแรมมีราม่า ซึ่งตั้งอยู่ช่วงระหว่างสะพานดำรงสถิต และใกล้คลองโอ่งอ่างมากที่สุด สำหรับคลองแห่งนี้ สำนักงานเขตพระนครเพิ่งขุดลอกคลองตั้งแต่วัน ที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมาทำให้มีความลึก และมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวพอสมควร

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ศานิตย์เปิดเผยหลังลงพื้นที่บริเวณเลียบคลองโอ่งอ่างซึ่งมีระยะทางจากร้านขายกระเป๋าถึงสะพานดำรงสถิต ประมาณ 850 เมตร ว่า ต้องการตรวจสอบความเชื่อมโยงของจุดซื้อกระเป๋า และจุดที่คาดว่าคนร้ายนำกระเป๋าบรรจุศพมาทิ้งในคลองโอ่งอ่าง เบื้องต้นได้ข้อมูลสอดคล้องกับผลของแพทย์ คือ ช่วงเวลา 19.00 น. ของวันที่ 1 เม.ย. มีผู้ต้องสงสัยมาซื้อกระเป๋า หลังจากนั้น 3 วันถึงมีคนพบศพ ตรงกับผลแพทย์ที่ระบุว่า ผู้ตายเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน จากนี้ชุดสืบสวนจะวิเคราะห์หาจุดที่คาดว่าคนร้ายนำกระเป๋ามาทิ้ง แต่จากที่ดูระดับน้ำในคลองพบว่า คลองซึ่งมีความลึกประมาณ 2 เมตร แต่ในช่วงบ่ายค่อนข้างตื้นเขิน ถ้าทิ้งกระเป๋าที่มีน้ำหนักคงไม่สะดวกและอาจจะจมน้ำ หลังจากนี้จะให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วงเวลา 19.00- 21.00 น. ดูระดับน้ำอีกครั้ง รวมทั้งตรวจสอบห้องพักและโรงแรมใกล้เคียง รวมถึงเรือขุดคลองที่จอดไว้บริเวณใต้สะพานดำรงสถิตว่าจอดไว้ตั้งแต่เมื่อใด เพราะมีผลต่อกระแสน้ำ เบื้องต้นทราบจากชาวบ้านว่า จอดไว้ตั้งแต่วันที่ 1-2 เม.ย. ก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มต่อไป

ที่มา>>>Thairath

สอบกัปตันเรือ! นำ นทท.ฮ่องกง ‘จับปลา-ยิงกุ้งมังกร’ เกาะสิมิลัน

ตร.คุมตัว กัปตันและลูกเรือทัวร์ที่นำนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกง ลงไปดำน้ำจับปลา ยิงกุ้งมังกร และสัตว์น้ำหายาก บริเวณหมู่เกาะสิมิลัน เพื่อชี้จุดที่จอดเรือตามพิกัดจีพีเอสที่ติดตั้งอยู่ในเรือ พร้อมลงโทษห้ามเรือทัวร์นำนักท่องเที่ยวเข้าอุทยานหมู่เกาะสิมิลัน ระยะเวลา 30 วัน…

เมื่อวันที่ 4 เม.ย.59 พ.ต.ท.จักรี เมฆอำพลสุทธิ์ สว.ส.รน.2 กก.8 บก.รน. ร.ต.อ.ภฤศธร อยู่ทอง รอง สว.ส.ทท.2 กก.5 บก.ทท. ส.อ.กิตติศักดิ์ ณ รังสี นักพัฒนาการท่องเที่ยว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่จากสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เขต 2 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำตัว นายหล้าหมาน กุจิ กัปตันเรือภาณุนี และนายวีรพงษ์ เพ็ชรศิริ ลูกเรือทัวร์ ที่นำนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกง ลงไปดำน้ำจับปลา กุ้งมังกร และสัตว์น้ำหายาก บริเวณหมู่เกาะสิมิลัน เพื่อไปชี้จุดที่จอดเรือตามพิกัดจีพีเอสที่ติดตั้งอยู่ในเรือทัวร์ลำดังกล่าว โดยจุดแรกที่ไปตรวจสอบอยู่ห่างจากหน้าเกาะ 4 หมู่เกาะสิมิลันประมาณ 4 ไมล์ทะเล ซึ่งจากการตรวจสอบค่าจีพีเอสที่ทาง นายหล้าหมาน กัปตันอ้าง ได้จอดเรือให้นักท่องเที่ยว ดำน้ำยิงปลา ที่จุดดังกล่าว ห่างจากเขตอุทยาน และอยู่ในเส้นทางเดินเรือ แต่ไม้ได้ระบุจุดที่เรือลำดังกล่าวจอดจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังขึ้นตรวจเรือทัวร์ (ภาณุนี) ที่จอดอยู่บริเวณท่าเรือทับละมุ ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ว่ามีการอ้างจากกัปตันอยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จึงได้ทำการตรวจสอบจีพีเอส และภาพกล้องวงจรปิดที่อยู่บนเรือ ปรากฏว่าไม่สามารถตรวจสอบได้เนื่องจากเครื่องจีพีเอส ทางกัปตันอ้างว่าไม่ได้มีการตั้งค่าจุดที่เรือจอด ส่วนภาพกล้องวงจรปิด ทางเจ้าหน้าที่จะได้ประสานกับทางเจ้าของเรือ เพื่อขอภาพมาตรวจสอบต่อไป

นายณัฐ โก่งเกษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่อุทยานได้มีการประสานงานกับตำรวจน้ำและตำรวจท่องเที่ยวร่วมกันตรวจสอบ โดยได้มีการนำตัวกัปตันเรือภาณุนี ไปชี้จุดที่นักท่องเที่ยวมีการยิงปลา โดยทางกัปตันเรือได้บอกว่าจุดที่นักท่องเที่ยวลงไปดำน้ำยิงปลานั้นอยู่นอกเขตอุทยาน แต่ถึงจะอยู่นอกเขตอุทยาน แต่จากภาพที่เห็นมีอุปกรณ์ในการกระทำอยู่บนเรือ ซึ่งเรือที่ขออนุญาตเป็นเรือนำเที่ยว ทางอุทยานจึงได้พิจารณาเห็นว่า เป็นอันตรายต่อสภาพทรัพยากรธรรมชาติ

เบื้องต้นจึงมีคำสั่งห้ามเรือภาณุนีเข้าในบริเวณเกาะสิมิลันเป็นเวลา 30 วัน และทางอุทยานสิมิลันได้สั่งห้ามให้เรือลำดังกล่าวเข้าอุทยานสิมิลันแล้ว 30 วัน และรอผลการสอบสวนอีกครั้ง ทั้งนี้ ปกติแล้วทางอุทยานได้มีการอบรมกัปตันเรือและไกด์ อยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งเรือที่เข้าไปในเขตอุทยานทุกลำจะต้องผ่านการอบรมอยู่แล้วจะมาบอกว่าไม่ทราบว่าอยู่ในเขตอุทยานหรือไม่คงไม่ได้

“อยากฝากถึงผู้ประกอบการต่างๆ ไกด์นำเที่ยว ว่า ทรัพยากรธรรมชาติของเกาะสิมิลันมันเป็นสมบัติ เป็นแหล่งทำกินของผู้ประกอบการเอง ถ้ามาหวังได้เงินเล็กๆ น้อยๆ แล้วทำให้ทรัพยากรเสียหายอีกหน่อยก็จะไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยว โปรดช่วยกันคนละไม้ละมือเพื่อรักษาทรัพยากรไว้”ด้านนายหล้าหมาน กุจิ กัปตันเรือภาณุนี กล่าวว่า ตนได้นำเรือพร้อมนักท่องเที่ยวชาวจีน-ฮ่องกงไปยังเกาะสิมิลัน เมื่อวันที่ 29 เม.ย.- 2 พ.ค. โดยมีนักท่องเที่ยวอยู่บนเรือ 20 คน ตนไม่ทราบด้วยว่านักท่องเที่ยวมีอุปกรณ์อะไรมาบ้าง เนื่องจากว่าเป็นเวลากลางคืน พอนักท่องเที่ยวมาถึงเรือตนก็ออกเรือไปเลย พนักงานบนเรือ ไกด์ ก็ไม่มีการตรวจสอบเนื่องจากว่าเป็นกระเป๋าของนักท่องเที่ยว มาทราบอีกทีก็ตอนเช้าเรือก็เดินทางไปถึงเกาะสิมิลันพอดี เนื่องจากว่า ก่อนดำน้ำต้องมีการเช็กสภาพร่างกาย จึงเห็นว่าในกระเป๋าของนักท่องเที่ยวมีอุปกรณ์ยิงปลามาด้วย ตนจึงบอกไกด์ว่า ให้ไปบอกนักท่องเที่ยวว่าห้ามทำการใดๆ ในเขตอุทยานที่เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติโดยเด็ดขาด

“แต่นักท่องเที่ยวกลับไม่ฟังจะดำน้ำลงไปยิงปลาใต้น้ำให้ได้ แต่ถ้าไม่ฟังตนจะพาออกไปนอกเขตอุทยานทันที ตนก็เลยนำเรือพานักท่องเที่ยวออกมาเกาะสิมิลันในวันรุ่งขึ้น ซึ่งในวันแรกก็จะดำน้ำตามปกติ ตนได้บอกว่าห้ามนำอุปกรณ์ยิงปลาที่พามาด้วยใช้อย่างเด็ดขาด โดยในวันที่มีการยิงปลารวมๆ กันแล้วประมาณ 2-3 เข่ง ซึ่งเป็นพวกปลาเก๋าต่างๆ  ก็มีการดำน้ำยิงปลาในน้ำลึก ส่วนกุ้งมังกรมีการดำน้ำในซอกหินที่อยู่ด้านนอกเขตอุทยาน ซึ่งเป็นสถานที่นักท่องเที่ยวชอบมาดำน้ำดูปะการัง ในระดับความลึกกว่า 30 เมตร โดยปลาที่จับได้นักท่องเที่ยวก็จะนำมาทำเป็นอาหารกินบนเรือ ซึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวดำน้ำยิงปลาอยู่ห่างจากเกาะสิมิลันประมาณ 27-28 ไมล์ทะเล”

พร้อมยอมรับ ตนและลูกเรือต่างรู้สึกไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับนักท่องเที่ยวไม่เชื่อฟังด้วย หากตนทราบมาก่อนว่ามีการนำอุปกรณ์ยิงปลามาด้วย ตนจะไม่ยอมนำเรือออกโดยเด็ดขาด.

ที่มา>>>Thairath

คนร้ายลอบวางระเบิด ทหารเจ็บ 3 นาย ตากใบ นราธิวาส

คนร้ายลอบวางระเบิด จนท.ทหาร บาดเจ็บ 3 นาย บ้านชุมบก ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ นราธิวาส ขณะกลับจากการรักษาความปลอดภัย สถานที่คัดเลือกทหารกองประจำการ

วันที่ 4 เม.ย. เวลาประมาณ 07.15 น. เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.นธ.31 ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย พื้นที่ ม.9 บ้านชุมบก ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ขณะกำลังพลทั้ง 3 นาย เดินทางกลับมาจากรักษาความปลอดภัยสถานที่คัดเลือกทหารกองประจำการม.9 บ้านชุมบก ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

โดยรถที่โดนลอบวางระเบิดเป็นรถขนาดเล็ก ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ เหตุเกิดบริเวณเส้นทางระหว่าง บ.ชุมบก-บ.เกาะสะท้อน พิกัด SM 732870 เบื้องต้น กำลังพลได้รับบาดเจ็บจำนวน ๓ นาย ตามรายชื่อดังนี้

1. พลฯ นาสรี หลงโซ๊ะ 2. พลฯ ศักดิ์สิทธิ์ ชัยพิมล 3. พลฯ สาธิต บินอาหวา

ที่มา>>>Thairath

เดินหน้าเอาผิด ‘ทายาทกระทิงแดง’ อายุความคดีที่ขาด ไม่กระทบชน ตร. ตาย

คดีทายาทกระทิงแดง แหล่งข่าวยัน! ทำสำนวนส่งอัยการฟ้องตามกำหนด ขณะที่ผู้ต้องหายื่นขออัยการพิจารณาใหม่ ยืดระยะเวลายาวนานออกไป กระทั่งตามตัวผู้ต้องหาไม่ได้ เผย! มีเพียงข้อหาขับรถเร็วกว่ากำหนด ปรับ 400 บาท ไม่กระทบคดีขับรถชนคนตาย

จากกรณีที่มีข่าวเสนอถึงข้อเท็จจริงของการตรวจสอบข้อ คดี ‘นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา’ อายุ 31 ปี ทายาทเครื่องดื่มกระทิงแดง ขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ พุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ อายุ 47 ปี ผู้บังคับหมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อเดือนกันยายน ปี 2555 แต่ปล่อยให้ข้อหาขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดขาดอายุความและสั่งไม่ฟ้องข้อหาขับรถขณะเมาสุรา โดยสั่งฟ้อง 2 ข้อหา ฐานขับรถประมาทนั้น

ต่อมามีการส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรรายงานข้อบกพร่องของตำรวจที่รับผิดชอบในคดีดังกล่าวไปยัง ตร. เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2559 เนื่องจากตรวจสอบสำนวนพบว่ามีการเอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ปรากฏว่ารายชื่อที่เกี่ยวข้อง 9 นาย มีทั้งผู้กำกับการ (ผกก.) รอง ผกก. พนักงานสอบสวน ร้อยเวรรับเรื่อง ในขณะนั้น โดยทั้ง 9 นาย มีทั้งที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ใน สน.ทองหล่อ และบางรายย้ายไปปฏิบัติการที่อื่นแล้ว ทาง ตร.จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่ามีความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัยหรือไม่

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวแจ้งว่า ทางพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี สน.ทองหล่อ ยืนยันว่า ได้ทำสำนวนทุกอย่างส่งฟ้องให้แก่อัยการตามเวลาที่กำหนด ต่อมาทางผู้ต้องหาได้ทำเรื่องขอความเป็นธรรมกับอัยการเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงใหม่ กระทั่งยืดระยะเวลายาวนานออกไป และไม่สามารถตามตัวผู้ต้องหาได้ ทั้งนี้คดีที่ขาดอายุความมีเพียงคดีเดียว คือข้อหาขับรถเร็วกว่ากำหนด ส่วนคดีอื่นๆ ยังอยู่ครบ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลข่าวที่แจ้งออกไปสู่สายตาประชาชนเรื่องอายุความขาดนั้น ยังคงมีคนเข้าใจผิด ทำให้หลายฝ่ายตำหนิการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตร.สน.ทองหล่อ เมื่อปลายปี พ.ศ.2555 ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายอัยการและเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพูดคุยทำความเข้าใจถึงรายละเอียดดังกล่าว เรียนผู้บังคับบัญชาทราบ เพื่อแถลงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตอบข้อสงสัยของประชาชนต่อไป

ที่มา>>>Thairath

คนร้ายงัดรถขนเงิน ธ.กสิกร บางละมุง ไม่ได้สักแดง เก็บลายนิ้วมือล่าตัว

คนร้ายย่องงัดรถขนเงินของธนาคารกสิกรไทย ที่จอดอยู่ใต้อาคารธนาคาร บริเวณ ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ช่วงกลางดึก ไม่ได้ทรัพย์ เนื่องจากไม่มีการเก็บเงินในรถช่วงค่ำ ตร.เก็บลายนิ้วมือแฝง พร้อมตรวจกล้องวงจรปิด ล่าตัว…

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 1 เม.ย. ร.ต.อ.อนุพงษ์ พวงพี รอง.สว.(สอบสวน) สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุคนร้ายงัดรถขนเงินของธนาคารกสิกรไทย ที่จอดอยู่ริมถนนสุขุมวิทขาเข้าชลบุรี หมู่ 5 ต.นาเเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ พ.ต.อ.ชนะพัฒน์ นวลักษณ์ ผกก.สภ.บางละมุง ทราบแล้วไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ที่เกิดเหตุพบรถตู้กระบะขนเงินของธนาคารกสิกรไทย หมายเลขทะเบียน 1 ฒข 6572 กรุงเทพ จอดอยู่ใต้อาคารของธนาคารกสิกรไทย ที่ยกสูงจากพื้น 2 เมตร รถจอดหันหน้าเข้ากำแพงด้านหลังธนาคาร พบรอยงัดที่ประตูหลังรถได้รับความเสียหาย

เบื้องต้น สอบสวน นายไพรัช ดิษฐด้างปล้อง อายุ 43 ปี หัวหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของ บริษัท โพรเกรสกันภัย ทราบว่า รถคันดังกล่าวจะมาจอดที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาสุขุมวิท เป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่เวลา 16.30 น. เพื่อเอาเงินไปใส่ตู้เอทีเอ็มในวันรุ่งขึ้น แต่กลางคืนในรถจะไม่มีเงิน ช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงผลัดเวร คนร้ายจึงอาสัยช่วงเวลาดังกล่าวเข้ามาก่อเหตุ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จะได้เก็บลายนิ้วมือแฝง พร้อมกับตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

จับแก๊งยามาเลย์ ขนไอซ์282กิโล

ปส.ซิวคาด่านสะเดา ลอบจากเพื่อนบ้าน ใช้ไทยเป็นทางผ่าน

ตำรวจปราบปรามยาเสพติดจับนักค้ายาชาวมาเลย์ ขน “ยาไอซ์” บิ๊กลอต 282 กิโลกรัม คาด่านสะเดา จ.สงขลา หลังทางการมาเลเซียประสานตำรวจไทย เหตุจากยาเสพติดทะลักเข้าประเทศจำนวนมาก ผบช.ปส.ระบุแก๊งค้ายารายนี้รับยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านใช้ไทยเป็นทางผ่านลำเลียงเข้ามาเลเซีย ปัดเป็นเครือข่ายเดียวกันกับแก๊งค้ายาไอซ์ที่ บช.ก.จับกุมไปก่อนหน้านี้

จับ 2 นักค้ายาชาวมาเลเซียได้ยาไอซ์ของกลางจำนวนมหึมาครั้งนี้ เปิดเผยขึ้นที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 30 มี.ค. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร ผบช.ปส. พล.ต.ต.ทนัย อภิชาติเสนีย์ ผบก.สกส.บช.ปส. พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ ผบก.ปส.4 นายดาโต๊ะ ม้อกต้า ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดมาเลเซีย นายณรงค์ รัตนานุกุล เลขาธิการ ป.ป.ส. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ขณะลำเลียงไปขายที่ประเทศมาเลเซีย

พล.ต.ท.เรวัชกล่าวว่า เมื่อเวลา 17.50 น.วันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด (บก.สกส.บช.ปส.) และตำรวจ บก.ปส.4 จับกุมนายชาง คิม ซุย อายุ 59 ปี ชาวมาเลเซีย ของกลางยาไอซ์ซ่อนในกระสอบปุ๋ย 7 กระสอบ น้ำหนักรวม 175 กิโลกรัม โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และรถยนต์นิสสัน รุ่นเซฟิโร สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ณช 1994 กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังจับกุมนายลิม เยียน ฮุน อายุ 37 ปี ชาวมาเลเซีย ของกลางยาไอซ์ซ่อนในกระสอบปุ๋ย 4 กระสอบ น้ำหนัก 107 กิโลกรัม โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และรถยนต์โปรตอน สีขาว ทะเบียน PTK3696 มาเลเซีย รวมยาไอซ์ทั้งหมด 282 กิโลกรัม จับกุมผู้ต้องหาทั้งสองขณะขับรถผ่านจุดตรวจที่ด่านสะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา

ผบช.ปส.กล่าวว่า หลังได้รับการประสานข้อมูล จากตำรวจปราบปรามยาเสพติดมาเลเซีย ว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ไทย ก่อนลำเลียงยาเสพติดด้วยรถยนต์ไปส่งที่มาเลเซีย เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาตั้งด่านสกัดที่ด่านสะเดานานร่วมเดือน กระทั่งพบรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน ขับเข้าด่านตรวจค้น เมื่อตรวจค้นพบยาเสพติดดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ในรถ สำหรับผู้ต้องหากลุ่มนี้ไม่ใช่เครือข่ายเดียวกันกับผู้ต้องหาค้ายาเสพติดที่ บช.ก.จับกุมไปก่อนหน้านี้ หากยาเสพติดลอตนี้หลุดรอดไปถึงมาเลเซีย จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2 เท่า ช่วงที่ผ่านมายาเสพติดระบาด เข้าสู่มาเลเซียจำนวนมาก ทางการมาเลเซียจึงขอความร่วมมือจากตำรวจไทยเพื่อร่วมกันปราบปรามอย่างจริงจัง แจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

บ่ายวันเดียวกัน ตำรวจ บก.ปส.3 บช.ปส.จับกุมนายนับแสน พึ่งสุจริต อายุ 30 ปี ชาว จ.ยโสธร ของกลางยาไอซ์ 3 กิโลกรัม โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ได้ที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าโฮมโปร ถนนราชพฤกษ์ ต.บางพลับ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หลังรับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการซื้อขายยาเสพติดกันที่บริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่วางแผนจับกุม กระทั่งนายนับแสนขับรถยนต์ฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีขาว ทะเบียน กพ 8552 อุบลราชธานี เข้ามา เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพบของกลางซุกซ่อนในรถ ผู้ต้องหารับสารภาพว่า รับจ้างส่งยาได้ค่าจ้างครั้งละ 30,000 บาท ดำเนินคดีข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

ที่มา>>>Thairath

สาวเซเว่นฯ โผล่มอบตัว คดีสาดโจ๊ก อิจฉาเหยื่อ

สาวมือสาดโจ๊กร้อนๆ ใส่หน้าพนักงานเซเว่นฯ เข้ามอบตัวแล้ว ยอมรับทำจริงเพราะหมั่นไส้คู่ กรณีที่เป็นเด็กใหม่เพิ่งเข้าทำงานได้ไม่ถึง 1 เดือน แต่กลับได้รับคำชมเชยแถมยังทำยอดขายสูงกว่า อ้างวันเกิดเหตุลาหยุดงานเข้าไปซื้อโจ๊กกิน พอเห็นคู่กรณียืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์เลยโมโหอารมณ์ชั่ววูบ ยกโจ๊กเดือดปุดๆ ที่ออกจากไมโครเวฟสาดใส่หน้า บอกเสียใจที่หูเบาเชื่อคำยุแหย่ และอยากขอโทษผู้เสียหาย ตำรวจแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายและจิตใจผู้อื่นฯ

กรณีมีคลิปแชร์ว่อนโลก โซเชียล เป็นเหตุการณ์พนักงานร้านเซเว่นฯ สาขาคูบางหลวง (หน้าบ้านเอื้ออาทร) หมู่ 5 ถนนปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ถูกหญิงสาวที่คาดว่าเป็นลูกค้า สาดโจ๊กร้อนๆที่เพิ่งออกมาจากไมโครเวฟ ใส่ใบหน้าและลำตัวจนได้รับบาดเจ็บเป็นแผลพุพอง เหตุเกิดบริเวณเคาน์เตอร์เก็บเงิน ต่อหน้าลูกค้าและเพื่อนพนักงาน เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 25 มี.ค. ต่อมาผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นพนักงานร้านเซเว่นฯสาขาเดียวกัน ในข้อหาทำร้ายร่างกายฯ โดยสาเหตุเกิดจากมือสาดโจ๊กขัดแย้งและอิจฉาเรื่องการทำงานของอีกฝ่าย

ความคืบหน้าของคดี เมื่อเวลา 12.45 น.วันที่ 30 มี.ค. พ.ต.อ.สมหมาย ประสิทธิ์ รอง ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี พ.ต.อ.นที สิริวรวัชร์ ผกก.สภ.คูบางหลวง พ.ต.ท.พงศ์อนันต์ รักษาชาติ รอง ผกก.(สอบสวน) เจ้าของคดี พร้อมชุดสืบสวน เดินทางไปที่ อบต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เพื่อรับตัว น.ส.แคท (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุสาดโจ๊กร้อนๆใส่หน้า น.ส.เบน (นามสมมติ) อายุ 17 ปี พนักงานเซเว่นฯหลังจากมีการประสานมาว่าญาติผู้ก่อเหตุติดต่อผู้ต้องหาได้แล้ว และขอเข้ามอบตัวกับตำรวจ เมื่อตำรวจไปถึงพบนางสมพร (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี มารดา พร้อมผู้ต้องหารอมอบตัวอยู่ คุมตัวมาสอบสวนที่โรงพัก

น.ส.แคทผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ทำงานที่ร้านเซเว่นฯสาขานี้มา 1 ปีเศษ กระทั่งมี น.ส.เบน เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึง 1 เดือน ช่วงหลังมีเพื่อนพนักงานและผู้จัดการร้านบอกว่า ตนถูกตำหนิเรื่องการทำงาน และทำยอดขายสู้เด็กใหม่ไม่ได้ พร้อมแจ้งว่าจะย้ายตนไปประจำอีกสาขา ทำให้รู้สึกไม่พอใจ ก่อนเกิดเหตุลาหยุดงานไป 2-3 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มี.ค. ได้เข้ามาซื้อโจ๊กกิน และเห็น น.ส.เบนทำงานอยู่ จึงรู้สึกโมโหและหมั่นไส้ ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ยกถ้วยโจ๊กที่เพิ่งเวฟออกมาร้อนๆสาดใส่ใบหน้า น.ส.เบน ที่ยืนคิดเงินอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ก่อนจะเดินหนีออกไปจากร้าน ครั้งแรกไม่คิดจะหลบหนีไปไหน จนวันต่อมาทราบว่ามีคลิปวีดิโอแชร์ไปตามโซเชียลต่างๆ ด้วยความตกใจเลยหนีไปอยู่บ้านเพื่อน จากนั้นติดต่อมาหาแม่เพื่อขอมอบตัว รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่ก่อขึ้น และขอโทษผู้เสียหายที่ทำลงไป เพราะความหูเบาที่ไปฟังคำจากคนอื่นจนเข้าใจผิด และขอยอมรับผิดทุกอย่าง

พ.ต.อ.สมหมาย ประสิทธิ์ รอง ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้ประสานกับญาติผู้ต้องหา พร้อมสั่งการให้ พ.ต.อ.นที สิริวรวัชร์ ผกก.สภ.คูบางหลวง เร่งรัดตำรวจชุดสืบสวน ออกติดตามและกดดัน เพื่อให้ผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัว กระทั่งเมื่อช่วงเที่ยงได้รับการประสานจากนายวิรัตน์ ลายลักษณ์ นายก อบต.คูบางหลวง ว่าผู้ก่อเหตุติดต่อขอเข้ามอบตัว จึงเดินทางไปรับตัวมาจากที่บ้านญาติ จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ส่วนสาเหตุเกิดจากถูกตำหนิเรื่องการทำงานจนเกิดข้อเปรียบเทียบ และถูกย้ายสาขาเปลี่ยนสถานที่ทำงาน จนเป็นเหตุให้ไม่พอใจกัน เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ จากนั้นพนักงานสอบสวนจะนำตัวส่งฟ้องศาลต่อไป

ที่มา>>>Thairath

แห่แชร์ ‘แกรนด์แคนยอนอุบล’ เตรียมสร้างแลนด์มาร์คแห่งใหม่

 

นักท่องเที่ยวแห่แชร์ภาพ ‘แกรนด์แคนยอนเมืองอุบล‘ ลักษณะเป็นบึงน้ำสีฟ้า พื้นที่ 700 ไร่ ชี้ เกิดจากการขุดดินไปใช้จนเป็นบ่อ อบต. เผย นทท.เข้ามาวันละ 3-4 พันคน เตรียมพัฒนาเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ย้ำบ่อลึก 3 ม. ไม่อนุญาตให้เล่นน้ำ

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนักท่องเที่ยว รวมถึงในโซเซียล และ พื้นที่ใกล้เคียงต่างพากันโพสต์แชร์ ภาพบึงน้ำสีฟ้าสวยงาม บ้านหนองไหล ตำบลหนองขอน อำเภอเมืองอุบลราชธานี อย่างแพร่หลาย จนทำให้ประชาชนแห่ไปชมความงามอย่างล้นหลามนั้น ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ พบเป็นพื้นที่คล้ายอ่างน้ำกว้างประมาณ 700 ไร่ มีคันดินแบ่งเป็นช่องคล้ายเขาวงกต บริเวณทางเข้าเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองขอน กำลังพัฒนาปรับพื้นที่เป็นที่จอดรถ และมีชาวบ้านนำสินค้ามาวางขายให้นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

ความสวยงามของจังหวัดอุบลราชธานีแห่งใหม่ เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

นายภานุภาค ภาคสีดา รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหนองขอน เปิดเผยว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่สาธารณะ ชื่อว่า บึงแสนโตร ประจำตำบลหนองขอน ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีความกว้างใหญ่ประมาณ 700 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ของค่ายลูกเสือ และเป็นพื้นที่หนองน้ำสาธารณะ มีการขุดพื้นดินเพื่อเอาไว้กักเก็บน้ำในการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ จากการขุดหลายๆ ครั้งก็ทำให้ดินเปลี่ยนสภาวะและเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นชั้นหินและเป็นชั้นคลอง ทำให้รูปแบบของดินมีรูปร่างที่ผิดแปลกแตกต่างไป จนคล้ายเป็นงานศิลปะอย่างที่เห็นตามจินตนาการของแต่ละคน การขุดก็ดำเนินการขุดอยู่หลายช่วง บางช่วงก็เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ บางช่วงก็นำดินไปถมในที่สาธารณะ เช่น ศาลปกครองอุบลราชธานี ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีแห่งใหม่ ก็ใช้ดินจากพื้นที่แห่งนี้ในการดำเนินการ

ชาวบ้านแห่แชร์ภาพ แกรนด์แคนยอนเมืองอุบลฯ

นายภานุภาค ยังกล่าวอีกว่า สำหรับน้ำที่เป็นสีฟ้านั้น เป็นน้ำจากธรรมชาติ หรือน้ำบาดาลที่ซึมขึ้นมาตลอดทั้งปี จึงทำให้มีความใสจนเป็นสีฟ้า และเนื่องจากเป็นพื้นที่ของการขุดดินไปใช้ประโยชน์ จึงไม่อนุญาตให้มีการลงเล่นน้ำ เนื่องจากมีความลึกและจะทำให้น้ำขุ่นไม่สวยงาม ในส่วนของการเตรียมตัวที่จะมาชมวิวของสถานที่แห่งนี้ ที่หลายๆ คนมักเรียก “บึงแสนโคตร หรือ แกรนด์แคนยอนเมืองอุบล” ควรจะเตรียมหมวก หรือร่มเพื่อป้องกันความร้อน รองเท้าที่สวมใส่ควรจะมีความรัดกุมเนื่องจากมีความสูงชัน และป้องกันการลื่นไถล

สำหรับในเรื่องของความปลอดภัย ทาง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองขอน เราทำได้แค่แนะนำเบื้องต้น เรื่องของที่กั้นหรือแนวกั้นเรายังไม่มีงบประมาณในการสนับสนุน ซึ่งจะนำเสนอฝ่ายบริหารในช่วงต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้น เจ้าหน้าที่ก็ยังเป็นห่วงเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเยอะมาก วันละประมาณ 3-4 พันคน ซึ่งช่วงที่เยอะที่สุดจะเป็นช่วงประมาณ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป คนจะมาท่องเที่ยวเยอะมาก เพราะสภาพของน้ำเมื่อถูกกับแสงแดดช่วงเย็น และบรรยากาศของตะวันที่กำลังจะตกดิน จะถ่ายรูปได้สวยมาก นักท่องเที่ยวควรเดินเที่ยวชมความงามด้วยความระมัดระวัง เพราะบ่อมีความลึกกว่า 3 เมตร หากตกลงไปจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้.

‘แกรนแคนยอน’เมืองไทย ภาคอีสาน ขนาด700ไร่

ที่มา>>>Thairath

‘มีชัย’ นำทีมแจงร่างฯ ปัดสปท.ไร้ผลงาน หั่นวาระเหลือ 120 วัน

 

“มีชัย” นำทีม กรธ.แจงร่างฯ 279 มาตรา ต่อ “สปท.-สนช.-หน.ส่วนราชการ” เพื่อรับรู้วาระก่อนทำประชามติ ปัดสปท.ไร้ผลงาน หั่นวาระเหลือ 120 วัน เมิน พท.ออกแถลงการณ์คัดค้าน ร่างฯ…

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีเหล่าบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หัวหน้าส่วนราชการ และหัวหน้ารัฐวิสาหกิจ ต่างทยอยเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับฟังการชี้แจงสาระสำคัญของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับก่อนลงประชามติ จากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งการประชุมได้เริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. และ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม

จากนั้น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ได้อภิปรายชี้แจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ ตอนหนึ่งว่า กรธ.เริ่มทำงาน เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 58 กำหนดทำงานต้องแล้วเสร็จภายใน 180 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 1 เม.ย. 59 แต่ต้องทำให้เสร็จก่อน เพื่อจะได้มีเวลาตรวจสอบตั้งแต่การทำงานครั้งแรก รวมประชุมทั้งหมด 115 ครั้ง โดยร่างฉบับแรกเปิดเผย เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 59 มี 270 มาตรา ซึ่งมีผู้เสนอให้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 258 ข้อ โดย กรธ.ได้นำมาแก้ไขทั้งสิ้น 88 มาตรา นำมาควบรวม 6 มาตรา เพิ่มใหม่ 15 มาตรา รวมแล้วร่างฉบับสุดท้ายมี 279 มาตรา

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ประธาน กรธ.ชี้แจง 30 นาที จะเปิดโอกาสให้สมาชิกทั้ง 2 สภา อภิปรายซักถาม ซึ่งประเด็นในการซักถามนั้น จะเป็นการสอบถามถึงรายละเอียดในประเด็นที่สมาชิกยังมีข้อสงสัย จนถึงเวลา 11.30 น. จึงปิดการประชุม

ทั้งนี้ นายมีชัย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับลดวาระการทำงานของ สปท.ให้เหลือเพียงแค่ 120 วัน ว่า ไม่ได้เป็นเพราะ สปท. ไม่มีผลงาน แต่ที่ผ่านมา สปท.ทำหน้าที่แค่เสนอแนะแนวทางการปฏิรูปเท่านั้น ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น จึงเห็นควรให้มีคณะทำงาน หรือคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้เกิดมีผลสำเร็จต้องดำเนินการทันที สำหรับโครงสร้างของคณะทำงานจะมี สปท.เดิมเข้าไปร่วมด้วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ คสช. และ สปท. จะเป็นผู้กำหนด แต่จะไม่อยู่ในรูปแบบของสภาอย่างแน่นอน

“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อบังคับใช้แล้วจะสามารถกำหนดทิศทางประเทศ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม แต่ต้องขึ้นอยู่ว่าจะสามารถปฏิรูปการศึกษา และกระบวนการยุติธรรมได้มากน้อยเพียงใด” นายมีชัย กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีการออกแถลงการณ์มาหลายครั้งแล้ว คัดค้านตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สมบูรณ์ แถลงการณ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อการทำประชามติหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับประชาชน

ส่วนกระแสคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในประเด็นเรื่องการบัญญัติเรื่องการศึกษา ที่ให้สิทธิเรียนฟรีถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น นายมีชัย กล่าวว่า ระบบการศึกษาปัจจุบันไม่ทัดเทียม ดังนั้นสิ่งที่ กรธ.บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ ร่นระยะเวลาเรียนฟรี ตั้งแต่ช่วงอนุบาล ซึ่งจากเดิมเริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา และแม้ว่าในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายไม่ได้กำหนดสิทธิในเรื่องการเรียนฟรีไว้ แต่ก็มีกองทุนการศึกษาให้ ทั้งแบบให้แบบเปล่า หรือให้เรียน ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์การคัดกรองคุณสมบัติของผู้กู้ยืม ว่ามีฐานะยากจนหรือไม่

ที่มา>>>Thairath

ออกแล้ว! กรธ.คลอด ร่างรธน.ปี59 (ฉบับสมบูรณ์) ส่งถึง นายกฯ-ครม.แล้ว

ออกแล้ว! ร่างรธน.2559 (ฉบับสมบูรณ์) โดยมีการปรับแก้ไขใน 88 มาตรา สรุปเคาะ 279 มาตรา 16 หมวด 1 บทเฉพาะกาล พร้อมส่งครม.วันนี้  ด้าน”มีชัย” แถลงร่างฯ ฉบับก่อนลงประชามติ เผย ส่งร่างถึงมือ “นายกฯ-ครม.” แล้ว

29 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็ปไซต์ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้เผยแพร่ ร่างรธน.ฉบับปี 2559 แล้วเมื่อเวลา 13.39 น. ทางhttp://cdc.parliament.go.th/draftconstitution2/more_news.php?cid=61โดย กรธ.ได้ส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับสมบูรณ์ 2559 ให้ ครม. แล้ว ทั้งนี้มีการปรับแก้ไขใน 88 มาตรา สรุปเคาะ 279 มาตรา 16 หมวด 1 บทเฉพาะกาล

ขณะที่ เวลา 13.39 น. ที่ห้องงบประมาณ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงข่าวการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนลงประชามติ” ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า กรธ.เริ่มทำงานวันแรก วันที่ 6 ต.ค. โดยจะครบ 180 วัน วันที่ 1 เม.ย.นี้ ซึ่งเมื่อสักครู่ ได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าวมี จำนวน 279 มาตรา 105 หน้า แบ่งเป็น 16 หมวด คือ 1. บททั่วไป 2. พระมหากษัตริย์ 3. สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย 4. หน้าที่ของปวงชนชาวไทย 5. หน้าที่ของรัฐ 6. แนวนโยบายแห่งรัฐ 7. รัฐสภา 8. ครม. 9. การขัดกันแห่งผลประโยชน์ 10. ศาล 11. ศาลรัฐธรรมนูญ 12. องค์กรอิสระ 13. องค์กรอัยการ 14. การปกครองท้องถิ่น 15. การแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญ 16. การปฏิรูปประเทศ และบทเฉพาะกาล

ที่มา>>>Thairath