พายุฤดูร้อน-ฝนกระหน่ำ ถล่ม 5 อำเภอศรีสะเกษ บ้านพัง 269 หลัง

พายุฤดูร้อน-ฝนกระหน่ำพัดถล่ม 5 อำเภอในจ.ศรีสะเกษ บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 269 หลังคาเรือน รักษาการพ่อเมือง ลงพื้นที่ สั่งเร่งสำรวจให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย…

เมื่อเวลา 21.00 น.วันที่ 17 เม.ย. 59 นายธวัช สุระบาล รอง ผวจ.ราชบุรี รรท.ผวจ.ศรีสะเกษ และคณะ เดินทางไปบ้านด่านโนนสูง หมู่ 2 ต.โนนสูง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ร่วมสำรวจความเสียหายจากเหตุวาตภัย เพื่อให้กำลังใจ และเร่งให้การช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย หลังจากเกิดเหตุต้นไม้ เสาไฟฟ้าหักโค่น ขวางถนน ซึ่งนายชัยยงค์ เมธาสุรวิทย์ นายอำเภอขุนหาญ ร่วมกับ นายสิริดนย์ น้าวิไลเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลขุนหาญ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอขุนหาญ อส.อ.ขุนหาญ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างจิตศรีสะเกษธรรมสถานได้เร่งออกให้การช่วยเหลือไปก่อนหน้านายธวัช กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น.ของวันนี้ (17 เม.ย.) ได้เกิดพายุฤดูร้อนและฝนกระหน่ำในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดศรีสะเกษอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่อำเภอกันทรลักษ์, ขุนหาญ, ภูสิงห์, ขุขันธ์ และอำเภอน้ำเกลี้ยง รวม 9 ตำบล 15 หมู่บ้าน มีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบเกิดความเสียหาย 269 หลังคาเรือน โดยเฉพาะที่อำเภอขุนหาญ มีเสาไฟฟ้าหักโค่นขวางถนน เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคต้องตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ทำให้ไฟฟ้าดับทั้งหมดในเขตเทศบาลตำบลสิ และเขตเทศบาลตำบลโนนสูง บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายบางรายหลังคาถูกลมพายุพัดปลิวยกไปทั้งหลัง บางหลังปลิวหายไปบางส่วน มีหลังคาบ้านเรือนของชาวบ้านปลิวลอยตามแรงลมไปประทะกับสายไฟฟ้าแรงสูง จนทำให้เสาไฟฟ้าหักโค่นล้มขวางถนนนอกจากนั้น มีสถานที่ราชการอย่างเช่น หอประชุมอำเภอขุนหาญ กระเบื้องหลังคาถูกลมพายุพัดปลิวหายไปกว่าสองร้อยแผ่น ประตูม้วนหอประชุมพังเสียหาย 5 บาน บ้านพักนายอำเภอได้รับความเสียหาย โรงเรียนเสียหาย 3 แห่ง วัด 1 แห่ง ในเบื้องต้น ตนได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทางอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อที่จะได้ให้การช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยโดยเร่งด่วนต่อไป ยังนับว่าโชคดีที่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีคนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต.

ที่มา>>>Thairath

เร่งช่วยเหลือ ยายวัย 86 ปีมีลูก5คน ซมซานขออาศัยวัด

คุณยายวัย 86 ปี ทะเลาะกับลูกสาวคนเล็กที่อยู่หลังสวน ไปอาศัยอยู่กับลูกสาวคนโตที่ท่าชนะ สุราษฎร์ธานี กลับถูกไล่ออกมาอีก สุดท้ายซมซานไปขออาศัยวัด พระก็ไม่ให้อยู่ ยังดีที่มีสองผัวเมียช่วยไว้ บอกทรัพย์สินที่ดินที่มียกให้ลูกไปหมดแล้ว…

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 17 เม.ย.59 ที่ สภ.หลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร นายธนาดล วงษ์ป้อง อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42/23 ถนนต้นโพธิ์ ต.ขันเงิน อ.หลังสวน นำตัวคุณยายฝ้าย อายุ 86 ปี ชาว ต.บ้านควน อ.หลังสวน เข้าพบ พ.ต.ต.ฉัตรชัย นวลจริง สารวัตรสอบสวน สภ.หลังสวน

ทั้งนี้ นายธนาดล เล่าว่า ช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ นางจินตนา ราชยม อายุ 41 ปี ภรรยาตน ได้พบคุณยายฝ้ายยืนที่หน้าบ้าน ซึ่งเป็นร้านเสริมสวย เมื่อเข้าไปสอบถามก็ทราบว่าคุณยายฝ้ายจะมาขออยู่ที่วัดซึ่งอยู่ใกล้เคียง แต่ถูกปฏิเสธ จึงไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหนเพราะถูกลูกสาวแท้ๆ ให้ออกจากบ้าน จึงนำคุณยายฝ้ายมาขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะดำเนินการช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง และลงบันทึกประจำวันไว้ เนื่องจากคุณยายมีทรัพย์สินติดตัวมาบางส่วน

ทางด้านคุณยายฝ้าย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตนมีลูกจำนวน 5 คน เป็นชาย 1 หญิง 4 ได้แบ่งทรัพย์สินซึ่งเป็นสวนปาล์ม สวนยางพารา และสวนผลไม้ ร่วม 50 ไร่ให้ลูกๆ ไปแล้ว ก่อนหน้านั้นอาศัยอยู่กับลูกสาวคนเล็ก ปัจจุบันอายุ 38 ปี ใน ต.บ้านควน อ.หลังสวน และยังให้ไปเงินช่วยสร้างบ้านอีกหลายแสนบาท เมื่อหลายเดือนก่อนได้ขอแบ่งเงินรายได้ที่เกิดจากการทำสวน เพื่อมายังชีพ และเดินทางไปเที่ยวหาญาติกับลูกๆ ที่อยู่ต่างจังหวัดตามประสาคนแก่ แต่กลับถูกปฏิเสธ จนเกิดระหองระแหงกันเรื่อยมา

ยายฝ้าย กล่าวอีกว่า กระทั่งหลายเดือนก่อนมีปากเสียงกับลูกสาวคนเล็ก ตนไปหยิบมีดทำครัวเพื่อไปเก็บผักบุ้ง แต่ลูกสาวเข้าใจผิดคิดว่าจะทำร้ายเลยถูกผลักจนล้มลงและลูกสาวนำเก้าอี้มากดทับที่หน้าอก ตนหายใจแทบไม่ออกจนต้องยกมือไหว้ลูกเพื่อขอชีวิต และได้ไปขอความช่วยเหลือจากผู้นำชุมชนมาช่วยเคลียร์ให้คุณยายฝ้ายยังเล่าต่อไปอีกว่า ต่อมาได้ไปขออาศัยกับลูกสาวคนโต อายุ 55 ปี ที่ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งนำทรัพย์สินและเงินสดติดตัวไปด้วย โดยมอบสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 2 บาท 1 เส้น สร้อยข้อมือน้ำหนัก 1 บาท 1 เส้น ให้ลูกสาวคนโตไว้ ต่อมาได้มีเรื่องระหองระแหงกับลูกสาวคนโตอีกกระทั่งเมื่อ 5 วันที่ผ่านมาลูกสาวคนโตได้จ้างรถยนต์นำตนไปส่งที่บ้านลูกสาวคนเล็กใน อ.หลังสวน ตนได้ขอทรัพย์สินคืนแต่ถูกปฏิเสธ โดยลูกสาวคนโตบอกว่าให้คิดเป็นค่าอยู่ค่ากินก็แล้วกัน จึงขึ้นรถมาด้วยความจำใจ เมื่อมาถึงที่อำเภอหลังสวนตนไม่กล้าเข้าไปที่บ้านลูกสาวคนเล็กเพราะเกรงว่าจะถูกทำร้ายอีก จึงไปขออาศัยอยู่ที่ห้องแถวของคนรู้จักที่หน้าโรงเรียนทับวังได้ 3 วัน ก่อนจะให้จักรยานยนต์รับจ้างไปส่งที่วัดแห่งหนึ่งในตลาดหลังสวนเพื่อจะไปขออยู่ที่วัด แต่ถูกปฏิเสธ จึงเดินออกจากวัดและมาเจอสองสามีภรรยาผู้ใจบุญดังกล่าว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จึงได้ลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และได้ให้สองสามีภรรยาผู้ใจบุญอุปการะคุณยายฝ้ายไปก่อนชั่วคราว เพราะเนื่องจากติดต่อให้ลูกสาวของคุณยายฝ้ายมารับตัว แต่ผ่านนานหลายชั่วโมงก็ไม่มีใครมารับ ทั้งที่บ้านอยู่ห่างจาก สภ.แค่ 25 กม.เท่านั้น ประกอบกับเป็นวันหยุดยาวเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถมารับตัวไปได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้มี นายสุนทร สันทัด ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ชุมพร มาติดต่อ และสอบถามรายละเอียด เพื่อช่วยเหลือคุณยายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

จราจรสายเหนือเช้าวันนี้ รถหนาแน่น เคลื่อนตัวช้า จนท.เร่งระบายรถ

สภาพการจราจรตัวเมืองนครสวรรค์เช้าวันนี้ (12 เม.ย.) ปชช.เดินทางจำนวนมาก ตั้งแต่หน้าค่ายจิรประวัติถึงแยกอุทยานสวรรค์ จราจรมีปัญหาเล็กน้อย รถเคลื่อนตัวช้า ติดขัด จนท.เปิดช่องจราจร เร่งระบายรถแล้ว …

วันที่ 12 เม.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนยังคงเดินทางขึ้นสู่ภาคเหนือในช่วงเทศกาลสงกรานต์กันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การจราจรในตัวเมืองนครสวรรค์ช่วงเช้านี้ (12 เม.ย.) บนถนนพหลโยธินหมายเลข 1 ตั้งแต่บริเวณแยกหน้าค่ายจิรประวัตินครสวรรค์ แยกบึงบอระเพ็ด บริเวณเชิงสะพานเดชาติวงศ์ ไปจนถึงแยกอุทยานสวรรค์ การจราจรค่อนข้างมีปัญหาเล็กน้อย เนื่องจากเป็นจุดที่มีทางแยกสัญญาณไฟจราจรหลายจุด ทำให้รถเคลื่อนตัวได้ช้า ติดขัดสลับหยุดนิ่งขณะที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรนครสวรรค์ ได้เปิดช่องทางการจราจรพิเศษเพิ่มอีก 1 ช่องทาง เพื่อเร่งการระบายรถอย่างเร่งด่วนแล้ว

ส่วนถนนทางหลวงหมายเลข 117 นครสวรรค์-พิษณุโลก ตั้งแต่บริเวณทางแยกอุทยานสวรรค์ ไปจนถึงทางแยกนวมินทร์ มีการจราจรที่มากเช่นกัน รถเคลื่อนตัวได้อย่างช้าๆ หากพ้นจากทางแยกนวมินทร์ได้แล้ว ก็สามารถเคลื่อนตัวเพื่อเข้าสู่จังหวัดพิจิตร และพิษณุโลกได้ดี.

ที่มา>>>Thairath

พระ 200 รูปสวดให้กว๊านพะเยาหายแล้ง-ไฟป่า-พายุลูกเห็บถล่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้เกิดเหตุไฟไหม้ป่าในพื้นที่ป่าบ้านวังธงและไฟได้ไหม้ลุกลามเข้ามาในเขต ต.ป่าแมต อ.เมืองแพร่ เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 9 เม.ย. นายสงวน ธงยี่สิบสอง นายก อบต. วังธง ได้นำรถดับเพลิงของ อบต.วังธง จำนวน 2 คัน จากนั้นได้ขอกำลังรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลป่าแมต และเทศบาลเมืองแพร่ ร่วม 10 คัน เข้าไปสกัดไฟป่าที่กำลังไหม้ลุกลาม ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำเป็นต้นมา เริ่มแรกก็ไม่มีใครทราบเนื่องจากไฟป่าได้ลุกลามมาจากป่าเขตบ้านวังธงและลามเข้ามาตามแนวถนนทางหลวงชนบท หมายเลข 6022 หมู่ที่ 4 ต.ป่าแมต อ.เมืองแพร่ ขณะเดียวกัน มีกระแสลมแรง ไฟป่าได้ขยายกินทั้งบ่อขยะข้างทางและพื้นที่ป่า รวมกว่า 30 ไร่

นายสงวนเปิดเผยว่า มีชาวบ้านไปพบเห็นกลุ่มควันไฟเกิดขึ้นที่บ่อขยะ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลตำบลป่าแมตตั้งแต่ช่วงเย็น ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบสาเหตุว่าต้นเพลิงมาจากไหน เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเกิดจากไฟป่าที่ลุกลามลงมาตามถนน รถดับเพลิงใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมง ได้ระดมฉีดน้ำจนสกัดไฟป่ามอดลง แต่ก็ยังมีอีกหลายจุดที่รถเข้าไปไม่ได้ ทางเจ้าหน้าที่ไฟป่าแพร่ ได้ระดมกำลังเดินเท้าขึ้นไปช่วยกันดับไฟต่อไปแล้ว

จ.พะเยา เทศบาลเมืองพะเยา ได้จัดทำพิธีทำบุญเสริมสิริมงคลกว๊านพะเยาที่ประสบภัยแล้งอย่างหนักในปี 2559 หวังให้กว๊านพะเยารอดพ้นภาวะภัยแล้งโดยเร็ว ทั้งนี้ ได้นิมนต์พระสงฆ์จำนวน 200 รูป นำโดยพระราชปริยัติ พร้อมรองเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะอำเภอทั้ง 9 แห่ง ร่วมกันประกอบพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลให้แก่กว๊านพะเยา ณ บริเวณลานข้างกว๊านพะเยา ตรงข้ามอนุสาวรีย์พญางำเมือง อ.เมืองพะเยา เมื่อเย็นวันที่ 9 เม.ย. โดยมี น.ส.จุฬาสินี พรหมเผ่า นายกเทศมนตรีเมืองพะเยา และประชาชนเข้ามาร่วมกว่า 100 คน ขณะที่พระสงฆ์กำลังสวดมีพายุพัดแรงริมกว๊านพะเยา ไม่นานพายุก็สงบลง

ตอนเย็นวันเดียวกัน เกิดพายุพัดมาพร้อมกับลูกเห็บตกในพื้นที่ ต.หย่วน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ขนาดลูกเห็บเท่ากับลูกมะแว้ง และไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย พบว่าพายุแรงได้พัดต้นไม้ใหญ่ คือต้นโพธิ์ข้างวัดศรีเมืองมาง ต.หย่วน กิ่งต้นโพธิ์ได้หักโค่นลงมากลางถนน ทับป้ายโฆษณาพัง แต่ไม่พบบ้านเรือนประชาชนเสียหาย นอกจากนี้มีฝนตกลมพัดแรงในพื้นที่ อ.จุน อ.ภูซาง และมีฝนตกบางส่วนในพื้นที่ อ.แม่ใจ และ อ.เมือง ส่งผลให้อากาศที่ร้อนเย็นลงอย่างรวดเร็วนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล นายอำเภอเชียงคำ กล่าวว่า สถานการณ์วาตภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มีลูกเห็บตกลงมาด้วยแต่ไม่เกิดความเสียหาย ในเบื้องต้นได้มอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งสำรวจความเสียหายแล้ว ส่วนวาตภัยที่เกิดขึ้นวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา ในพื้นที่ ต.ฝาย-กวาง มีพื้นที่ประสบภัย 6 หมู่บ้าน ประกอบด้วยหมู่ 8, 9, 11, 13, 14, 16 บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 174 หลัง เทศบาลตำบลฝายกวาง ได้ช่วยเหลือกระเบื้องมุงหลังคาให้แก่ผู้ประสบภัยแล้วประมาณ 3,000 แผ่น.

ที่มา>>>Thairath

ห้ามไม่ฟัง! ฝืนเข้าป่าใกล้สนามฝึกทหาร เจอบึมหิ้วกลับบ้าน ตูมสนั่นดับ 5

เด็กน้อย-หนุ่มเข้าไปในป่าพื้นที่ห้ามเข้า ใกล้สนามฝึกยุทธวิธีทางทหาร เจอระเบิดหิ้วกลับไปบ้านคาดแกะเอาเศษเหล็กไปขาย พลาดบึมสนั่น ครอบครัวเด็กน้อยดับยกครัว 4 ส่วนหนุ่ม 30 ไม่รอดเช่นกัน รวมดับ 5 เจ็บ 1 ด้านผบ.กองกำลังนเรศวร ย้ำ ปชส.ต่อเนื่องห้ามเข้าไป มอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 5 หมื่น…

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 8 เม.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ ต.โป่งแดง อ.เมือง จ.ตาก ได้มีเด็กเข้าไปเล่นในป่าเขาลูกปืน หมู่ 4 บ้านชะราดระฆัง ต.โป่งแดง อ.เมือง จ.ตาก ใกล้สนามฝึกทางยุทธวิธีกองทัพภาคที่ 3 แล้วเจอกระสุนปืน ค.120 มม. จึงนำกลับใส่ถุงปุ๋ยมาที่บ้านเลขที่ 13 บ้านหนองมะค่า ต.โป่งแดง อ.เมือง จ.ตาก จากนั้นได้เกิดระเบิดขึ้นมาบริเวณใต้ต้นไม้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตตายยกครัว 4 ศพ ประกอบด้วย 1.นางหวัน ง้อเพ็ง 2.นางทับทิม ง้อเพ็ง 3.ด.ช.ชัยพิสิทธิ์ ง้อเพ็ง และ 4.ด.ช.กิตติศักดิ์ ง้อเพ็ง นอกจากนี้ ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 1 ราย ขณะที่ก่อนหน้า เวลาประมาณ 14.00 น. นายศรชัย เลิศม๊อก อายุ 30 ปี ชาวบ้านจากบ้านด่านลานหอย อ.ด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย ได้เข้าไปหาผักหวานภายในป่าพื้นที่เดียวกัน และเจอระเบิดจึงนำกลับมา คาดมาแกะเพื่อเอาเศษเหล็กไปขาย แต่เกิดระเบิดขึ้นจนเสียชีวิต รวมมีผู้เสียชีวิตไป 5 ราย บาดเจ็บ 1 ราย

ด้านพล.ต.นพพร เรือนจันทร์ ผบ.กองกำลังนเรศวร กล่าวหลังเกิดเหตุสลด ว่า ทางหน่วยได้มีการประชาสัมพันธ์ห้ามประชาชนเข้ามาสถานที่แห่งนี้มาโดยตลอด เนื่องจากเกรงว่าจะไดรับอันตรายจากวัตถุระเบิด กระสุนที่หลงเหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางหน่วยได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิต รายละ 5 หมื่นบาท พร้อมย้ำเตือนประชาชน อย่าเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเด็ดขาด.

ที่มา>>>Thairath

สุขุมพันธุ์สั่ง กทม.เก็บขยะสงกรานต์ พื้นที่ท่องเที่ยวป้องกันโซเชียลโจมตี

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้ง กทม.จึงไม่จัดงานที่ใช้น้ำมาก ซึ่งถือเป็นโอกาสดีในการรณรงค์กิจกรรมสรงน้ำพระ ทำบุญ แต่สิ่งสำคัญ กทม.ต้องดูแลความปลอดภัยของประชาชน จึงขอให้มีเจ้าหน้าที่ทำงานในช่วงสงกรานต์อย่างเต็มที่ และขอขอบคุณล่วงหน้าไว้ด้วย

นอกจากนี้ ขอให้ทุกสำนักงานเขตและสำนักสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยตกค้าง โดยเน้นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมา
เที่ยวเป็นจำนวนมาก ไม่ให้มีขยะตกค้าง พร้อมกำชับผู้ค้าหาบเร่ แผงลอยให้ช่วยกัน ดูแลสถานที่ให้สะอาดเรียบร้อย หากมีจุดใดสกปรก หรือมีขยะอยู่ อาจเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม โดยเฉพาะในโลกโซเชียล จึงขอให้ช่วยกันจัดการ ก่อนที่จะเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์– วิจารณ์กัน.

ที่มา>>>Thairath

ปปง.แถลง ‘ปานามา เปเปอร์ส’ โยง 16 คนไทย ยังไม่ชัดความผิด รอ ICIJ ยัน

‘พ.ต.อ.สีหนาท’ เลขาธิการ ปปง. แถลงพบรายชื่อ 16 คนไทย โยง ‘ปานามา เปเปอร์ส’ ยังไม่ชัดความผิด รอ ICIJ ยืนยัน ซึ่งสามารถดำเนินการได้ในฐานความผิดฟอกเงินเท่านั้น ส่วนเลี่ยงภาษี เป็นหน้าที่สรรพากร …

วันที่ 8 เมษายน พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เปิดเผยถึงการตรวจสอบข้อมูลจากเอกสาร ปานามา เปเปอร์ส ว่า ตัวเลขที่ ปปง. ตรวจสอบ กับ ปปง. ปานามาร์ พบรายชื่อคนไทย 16 รายชื่อ และเป็นบุคคลทั้งหมด ซึ่ง ปปง.ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วยังไม่พบความผิดปกติ ขณะเดียวกัน ก็ได้ประสานขอข้อมูลเพื่อตรวจสอบเชิงลึกกับทาง ปปง.ของปานามาร์ แล้ว ซึ่ง ปปง.ปานามาร์ ตอบรับกลับมาว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน

สำหรับกรณีเอกสาร ปานามา เปเปอร์ส ผู้เปิดเผยข้อมูล ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ดังนั้นการตรวจสอบ จำเป็นต้องขอข้อมูลยืนยันจากนานาประเทศ ที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันข้อมูล ทั้งหน่วยงานรัฐ และที่มาของข่าว อย่างในส่วน ของ ไอซีไอเจ ที่เปิดเผยเอกสารปานามา เปเปอร์ส ปปง. ก็ได้ประสานงานขอข้อมูลไปยังสำนักงานใหญ่ของ ไอซีไอเจ ที่ วอชิงตันดีซี แล้ว รวมถึงข้อมูลข่าวจาก หนังสือพิมพ์เอ็มดี ที่เยอรมัน ด้วยพ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ขณะที่ การตรวจสอบของ ปปง.ในไทย ยืนยันว่า ดำเนินการตรวจสอบ แล้วตามขั้นตอน แต่ต้องเป็นไปในทางลับ เนื่องจากเป็นสิทธิส่วนบุคลล ที่สามารถกระทำได้ และการตรวจสอบของ ปปง. ดำเนินการได้ตามอำนาจ เอาผิดในมูลฐานการฟอกเงินเท่านั้น ส่วนประเด็นการเลี่ยงภาษี จะเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพากร ซึ่งขณะนี้ได้ประสานงานกัน และ สรรพากรก็ทราบถึงสถานการณ์แล้ว

สำหรับข้อมูลจาก ไอซีไอเจ ที่มีการระบุข้อมูลรายชื่อบุคคล และนิติบุคคล รวม 719 รายชื่อ แบ่งเป็นบุคคลไทย 411 รายชื่อ เป็นคนต่างชาติ 262 รายชื่อ และนิติบุคคล 46 บริษัท เป็นการรวบรวมข้อมูล มาตั้งแต่ 2556 ซึ่งข้อมูลที่ ปปง.ยืนยันล่าสุดจาก ปปง.ปานามาร์ จำนวน 16 รายชื่อ ก็รวมอยู่ในจำนวนนี้ด้วย.

ที่มา>>>Thairath

โร่ร้อง บก.ป.จับพิรุธ สาวประกาศลงเฟซฯ รับบริจาคเงินช่วยน้องหมา

สาวนักธุรกิจเมืองนนท์ พร้อมคนใจบุญ เข้าพบ พนง.สอบสวน บก.ป. ให้สอบสวนหาข้อเท็จจริงกรณี หญิงสาว ลงเฟซบุ๊ก รับบริจาคช่วยเหลือสุนัขจรจัดที่บาดเจ็บ แต่กลับพบพิรุธการเบิกเงิน ไม่มีการแจกแจงรายรับ-รายจ่าย …

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 59 น.ส.สุพิชฌาย์ ธนอัจฉรานันท์ อายุ 39 ปี อาชีพนักธุรกิจ ชาว จ.นนทบุรี พร้อมด้วยกลุ่มผู้บริจาคเงินช่วยเหลือสุนัขจรจัดที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยกว่า 10 คน เข้าพบ ร.ต.ท.นเรศ บุญดำเนินพานิช รอง สารวัตร (สอบสวน) กก.1 บก.ป. เพื่อขอให้สอบสวนหาข้อเท็จจริง กรณีที่ หญิงสาวรายหนึ่ง ได้ลงประกาศผ่านทางเฟซบุ๊ก เปิดรับเงินบริจาคช่วยเหลือสุนัขจรจัดที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย โดยอ้างว่า จะนำเงินดังกล่าวไปใช้รักษาสุนัข แต่หลังจากโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของหญิงดังกล่าว กลับพบข้อพิรุธเกี่ยวกับการพาสุนัขไปรักษา หรือการเบิกเงินไปใช้จ่ายต่างๆ เนื่องจากไม่มีการแจกแจงรายรับ-รายจ่าย จึงเกรงว่าเงินบริจาคจะถูกใช้โดยไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ผู้บริจาค

น.ส.สุพิชฌาย์ กล่าวว่า รู้จักกับหญิงสาวรายนี้ จากกลุ่มเพื่อน ซึ่งทราบว่ามีหน้าที่ช่วยเหลือนำสุนัขที่ได้รับบาดเจ็บ หรือมีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ไปส่งสถานพยาบาล เมื่อมีการเปิดรับเงินบริจาคเพื่อการนี้ ตนจึงยินดีโอนเงินไปให้โดยมีการแจ้งว่าค่าใช้จ่ายสำหรับนำสุนัข 1 ตัว ส่งไปรักษาที่สถานพยาบาล นั้น อยู่ที่ 15,000-20,000 บาท

ทั้งนี้ น.ส.สุพิชฌาย์ กล่าวอีกว่า หากสุนัขตัวไหนที่ป่วยหนัก ทางหญิงสาวดังกล่าว จะแจ้งว่า สัตวแพทย์ที่รักษา วินิจฉัยโรคแล้วอาจต้องรักษาต่อด้วยการผ่าตัด หรือใช้ยาบางชนิดกับน้องหมา ก็จะขอรับเงินบริจาคเพิ่มเติมอีก ซึ่งกว่า 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าได้ดูแลสุนัข 6-7 ตัว มีผู้บริจาคเงินช่วยเหลือ 200-300 คน แต่กลับมาทราบภายหลังว่า หญิงสาวคนนี้ ไม่ได้ใส่ใจดูแลรักษาสุนัขให้ดีตามสมควร มีการปล่อยให้สุนัขนอนแช่อุจจาระหรือปัสสาวะ บางตัวที่ส่งไปรักษาแล้วเสียชีวิตก็ไม่ได้ติดตามผล และเมื่อสุนัขเสียชีวิต ยังมีการประกาศขอรับเงินบริจาคทั้งที่สุนัขตัวนั้นตายไปแล้ว

เมื่อทราบเรื่อง จึงพยายามติดต่อกับหญิงสายรายนี้ ขอให้แจกแจงค่าใช้จ่ายต่างๆ กับเงินบริจาคที่ได้รับไป โดยคาดว่าน่าจะมีผู้ใจบุญบริจาคเงินให้แล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ นอกจากนี้ยังพบข้อพิรุธที่น่าสงสัย เนื่องจากได้นำเงินไปซื้อสิ่งของ หรือใช้ทำอะไรอย่างอื่นที่ผิดวัตถุประสงค์ อันอาจเข้าข่ายฉ้อโกง จึงเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ป.เพื่อขอให้มีการสอบสวนกรณีดังกล่าว

“ที่ผ่านมา หลายๆ คน ต่างเชื่อถือหญิงคนนี้ เพราะเขาเคยไปออกรายการทีวีชื่อดังรายการหนึ่ง พิธีกรที่สัมภาษณ์ออกรายการดังกล่าวก็เป็นพิธีกรผู้มีชื่อเสียง ยิ่งทำให้ทุกคนยิ่งเชื่อใจอย่างไม่ลังเล ว่าเธอเป็นผู้ใจบุญ เมตตาต่อน้องหมา ก่อนจะมาพบข้อพิรุธน่าสงสัยในภายหลัง ซึ่งอาจจะมีคนอื่นร่วมกันวางแผนเพื่อหลอกเอาเงินบริจาคตรงนี้ โดยอาศัยจุดอ่อนเรื่องความสงสารน้องหมาที่เจ็บป่วยเป็นเครื่องมือ” น.ส.สุพิชฌาย์ กล่าว

ด้าน ร.ต.ท.นเรศ กล่าวว่า ได้รับเรื่องและสอบปากคำผู้ร้องไว้ในเบื้องต้น ก่อนจะนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาสั่งการอีกครั้ง.

ที่มา>>>Thairath

แกะรอยกระเป๋า ไขคดีศพปริศนา

ไอซ์แตก-อืดโอ่งอ่าง เชื้อชาติ‘เอเชียกลาง’ โยงขบวนการยานรก

คดียัดศพใส่กระเป๋าทิ้งคลองโอ่งอ่าง รรท.น.1 ตีวงสืบสวน ประสาน ตม.หาข้อมูลกลุ่มคนต้องสงสัย 2 สัญชาติ รวมทั้งข้อมูลแพทย์ที่ระบุศพเสียชีวิตมาแล้ว 3 วัน โดยเข้าตรวจสอบร้านขายกระเป๋าเดินทาง ย่านวังบูรพา เจ้าของร้านระบุเมื่อช่วงค่ำวันที่ 1 เม.ย. มีชายพูดภาษาปัญจาบี มาซื้อกระเป๋าไป 2 ใบ จากนั้นนำชุดสืบเดินเลียบคลองหาจุดทิ้งกระเป๋ายัดศพ รวมทั้งจุดที่คนร้ายน่าจะเข้าพัก พร้อมประชาสัมพันธ์ถึงคนขับรถโดยสารสาธารณะแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลต่างชาติแบกหิ้วถุงหรือกระเป๋าในช่วงเวลาดังกล่าว
จากเหตุพบศพชายนิรนามคาดเป็นชาวเอเชีย ถูกยัดใส่กระเป๋าลอยน้ำมาในคลองโอ่งอ่าง ท้องที่ สน.สำราญราษฎร์ จากการชันสูตรคาดว่าผู้ตายน่าจะเป็นแก๊งลักลอบขนยาเสพติด เพราะพบยาไอซ์บรรจุถุงยางอนามัยในกระเพาะอาหารและทวารหนักรวม 58 ก้อน น้ำหนักรวม 800 กรัม และไม่พบร่องรอยบาดแผลตามลำตัว สันนิษฐานเบื้องต้นช็อกยาตายเพราะถุงยางอนามัยแตกระหว่างอยู่ในท้อง โดยชุดสืบสวนนครบาลอยู่ระหว่างสืบสวนหาจุดทิ้งศพเพื่อหาเบาะแสว่าผู้ตายเป็นใคร

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 6 เม.ย. ที่ สน.สำราญราษฎร์ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. เรียกประชุมชุดสืบสวน โดย พล.ต.ท.ศานิตย์เปิดเผยก่อนประชุมว่า คดีคืบหน้าไปมากพอสมควร สามารถตีวงสัญชาติผู้ตายให้แคบลงเหลือเพียงแค่ 2 สัญชาติ เป็นชาวเอเชียกลาง แต่ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เกรงกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนเรื่องภาษา เป็นอีกช่องทางที่จะสามารถเร่ง หรือระบุสัญชาติของผู้เสียชีวิตได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสอบช่วงเวลาเดินทางเข้ามายังประเทศไทยของกลุ่มคนสัญชาติที่มีข้อมูลสืบสวนอยู่ ส่วนการจะเปิดเผยข้อมูลที่ยังไม่สามารถระบุได้นั้น จะบอกได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลให้แน่ชัด เช่น ผลการตรวจดีเอ็นเอ เอกสารบุคคลหรือพาสปอร์ต หรือมีญาติเข้าติดต่อแจ้งบุคคลสูญหาย และตรวจดีเอ็นเอตรงกันก็จะสามารถระบุได้ว่ามีสัญชาติใด นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผกก.สส.บก.น.6 ตรวจสอบหาประวัติกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ที่เป็นชาวต่างชาติ และแหล่งที่มายาเสพติด จะทำให้รู้ว่านำเข้าหรือส่งออก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากลุ่มดังกล่าวน่าจะมีอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 คน

ต่อมาเวลา 12.30 น. พล.ต.ท.ศานิตย์เปิดเผยอีกครั้งหลังประชุมเสร็จสิ้นว่า ได้รับรายงานจากทีมสืบสวนแล้ว ในทุกส่วนต่างมีข้อมูลที่ตรงกัน สามารถพุ่งเป้าเป็นรายบุคคลได้แล้ว 2-3 ราย อย่างไรก็ตาม ต้องพิสูจน์ทราบว่าบุคคลดังกล่าวยังอยู่ในประเทศหรือไม่ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในแต่ละจุดมีความเชื่อมโยงกัน มีการนำภาพเปรียบเทียบแต่ไม่ขอเปิดเผยถึงรายละเอียด ทั้งนี้จุดซื้อกระเป๋าและจุดทิ้งศพคาดว่าอยู่ละแวกเดียวกัน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกกองบังคับการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเกสต์เฮาส์แล้ว แต่ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ อยากฝากประชาสัมพันธ์ไปยังรถโดยสาร อาทิ รถสามล้อเครื่อง รถแท็กซี่ หากพบบุคคลที่ไม่ได้มีลักษณะคล้ายคนไทย มีการแบกหิ้วถุงหรือกระเป๋า ให้มาแจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

จากนั้น พล.ต.ท.ศานิตย์นำชุดสืบสวนเข้าตรวจสอบที่ร้านบางกอกแฟชั่น เลขที่ 448-450 ซอยต้นมะม่วง ถนนมหาไชย แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร ประกอบธุรกิจขายกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าแฟชั่น โดยเจ้าของร้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และให้ข้อมูลว่าเมื่อช่วงเวลา 19.00 น. วันที่ 1 เม.ย. มีชาย 1 คน สูงประมาณ 170 ซม. อายุประมาณ 40 ปี ผิวคล้ำ พูดภาษาปัญจาบี (ภาษาชาวอินเดียและปากีสถาน) ซื้อกระเป๋ายี่ห้อโบเดี่ยม (Bodium) ไป 2 ใบ ราคาใบละ 350 บาท ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะเชิญเจ้าของร้านกระเป๋าดังกล่าวไปสเกตช์ภาพใบหน้าคนร้ายในเช้าวันที่ 7 เม.ย. ที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ต่อจากนั้น พล.ต.ท.ศานิตย์เดินทางไปตรวจสอบเกสต์เฮาส์แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากร้านจำหน่ายกระเป๋าถัดไป 1 ซอย และอยู่ห่างจากจุดที่พบศพประมาณ 850 เมตร ก่อนที่จะเดินเลียบคลองโอ่งอ่าง หาจุดที่คาดว่าคนร้ายจะทิ้งกระเป๋าที่มีศพอยู่ข้างใน ตั้งแต่สะพานข้ามคลองสะพานหันจนมาสิ้นสุดที่สะพานดำรงสถิต โดยตรวจพบว่าระดับน้ำช่วงสะพานดำรง–สถิตมีระดับน้ำลึกกว่า 2 เมตร คาดว่าคนร้ายน่าจะนำกระเป๋าที่บรรจุศพมาทิ้งในละแวกดังกล่าว ส่วนจุดที่ต้องสงสัยที่คาดว่าคนร้ายน่าจะเข้าพักมี 2 จุด คือโรงแรมบูรพา และโรงแรมมีราม่า ซึ่งตั้งอยู่ช่วงระหว่างสะพานดำรงสถิต และใกล้คลองโอ่งอ่างมากที่สุด สำหรับคลองแห่งนี้ สำนักงานเขตพระนครเพิ่งขุดลอกคลองตั้งแต่วัน ที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมาทำให้มีความลึก และมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวพอสมควร

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ศานิตย์เปิดเผยหลังลงพื้นที่บริเวณเลียบคลองโอ่งอ่างซึ่งมีระยะทางจากร้านขายกระเป๋าถึงสะพานดำรงสถิต ประมาณ 850 เมตร ว่า ต้องการตรวจสอบความเชื่อมโยงของจุดซื้อกระเป๋า และจุดที่คาดว่าคนร้ายนำกระเป๋าบรรจุศพมาทิ้งในคลองโอ่งอ่าง เบื้องต้นได้ข้อมูลสอดคล้องกับผลของแพทย์ คือ ช่วงเวลา 19.00 น. ของวันที่ 1 เม.ย. มีผู้ต้องสงสัยมาซื้อกระเป๋า หลังจากนั้น 3 วันถึงมีคนพบศพ ตรงกับผลแพทย์ที่ระบุว่า ผู้ตายเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน จากนี้ชุดสืบสวนจะวิเคราะห์หาจุดที่คาดว่าคนร้ายนำกระเป๋ามาทิ้ง แต่จากที่ดูระดับน้ำในคลองพบว่า คลองซึ่งมีความลึกประมาณ 2 เมตร แต่ในช่วงบ่ายค่อนข้างตื้นเขิน ถ้าทิ้งกระเป๋าที่มีน้ำหนักคงไม่สะดวกและอาจจะจมน้ำ หลังจากนี้จะให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วงเวลา 19.00- 21.00 น. ดูระดับน้ำอีกครั้ง รวมทั้งตรวจสอบห้องพักและโรงแรมใกล้เคียง รวมถึงเรือขุดคลองที่จอดไว้บริเวณใต้สะพานดำรงสถิตว่าจอดไว้ตั้งแต่เมื่อใด เพราะมีผลต่อกระแสน้ำ เบื้องต้นทราบจากชาวบ้านว่า จอดไว้ตั้งแต่วันที่ 1-2 เม.ย. ก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มต่อไป

ที่มา>>>Thairath

สอบกัปตันเรือ! นำ นทท.ฮ่องกง ‘จับปลา-ยิงกุ้งมังกร’ เกาะสิมิลัน

ตร.คุมตัว กัปตันและลูกเรือทัวร์ที่นำนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกง ลงไปดำน้ำจับปลา ยิงกุ้งมังกร และสัตว์น้ำหายาก บริเวณหมู่เกาะสิมิลัน เพื่อชี้จุดที่จอดเรือตามพิกัดจีพีเอสที่ติดตั้งอยู่ในเรือ พร้อมลงโทษห้ามเรือทัวร์นำนักท่องเที่ยวเข้าอุทยานหมู่เกาะสิมิลัน ระยะเวลา 30 วัน…

เมื่อวันที่ 4 เม.ย.59 พ.ต.ท.จักรี เมฆอำพลสุทธิ์ สว.ส.รน.2 กก.8 บก.รน. ร.ต.อ.ภฤศธร อยู่ทอง รอง สว.ส.ทท.2 กก.5 บก.ทท. ส.อ.กิตติศักดิ์ ณ รังสี นักพัฒนาการท่องเที่ยว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่จากสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เขต 2 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำตัว นายหล้าหมาน กุจิ กัปตันเรือภาณุนี และนายวีรพงษ์ เพ็ชรศิริ ลูกเรือทัวร์ ที่นำนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกง ลงไปดำน้ำจับปลา กุ้งมังกร และสัตว์น้ำหายาก บริเวณหมู่เกาะสิมิลัน เพื่อไปชี้จุดที่จอดเรือตามพิกัดจีพีเอสที่ติดตั้งอยู่ในเรือทัวร์ลำดังกล่าว โดยจุดแรกที่ไปตรวจสอบอยู่ห่างจากหน้าเกาะ 4 หมู่เกาะสิมิลันประมาณ 4 ไมล์ทะเล ซึ่งจากการตรวจสอบค่าจีพีเอสที่ทาง นายหล้าหมาน กัปตันอ้าง ได้จอดเรือให้นักท่องเที่ยว ดำน้ำยิงปลา ที่จุดดังกล่าว ห่างจากเขตอุทยาน และอยู่ในเส้นทางเดินเรือ แต่ไม้ได้ระบุจุดที่เรือลำดังกล่าวจอดจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังขึ้นตรวจเรือทัวร์ (ภาณุนี) ที่จอดอยู่บริเวณท่าเรือทับละมุ ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ว่ามีการอ้างจากกัปตันอยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จึงได้ทำการตรวจสอบจีพีเอส และภาพกล้องวงจรปิดที่อยู่บนเรือ ปรากฏว่าไม่สามารถตรวจสอบได้เนื่องจากเครื่องจีพีเอส ทางกัปตันอ้างว่าไม่ได้มีการตั้งค่าจุดที่เรือจอด ส่วนภาพกล้องวงจรปิด ทางเจ้าหน้าที่จะได้ประสานกับทางเจ้าของเรือ เพื่อขอภาพมาตรวจสอบต่อไป

นายณัฐ โก่งเกษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่อุทยานได้มีการประสานงานกับตำรวจน้ำและตำรวจท่องเที่ยวร่วมกันตรวจสอบ โดยได้มีการนำตัวกัปตันเรือภาณุนี ไปชี้จุดที่นักท่องเที่ยวมีการยิงปลา โดยทางกัปตันเรือได้บอกว่าจุดที่นักท่องเที่ยวลงไปดำน้ำยิงปลานั้นอยู่นอกเขตอุทยาน แต่ถึงจะอยู่นอกเขตอุทยาน แต่จากภาพที่เห็นมีอุปกรณ์ในการกระทำอยู่บนเรือ ซึ่งเรือที่ขออนุญาตเป็นเรือนำเที่ยว ทางอุทยานจึงได้พิจารณาเห็นว่า เป็นอันตรายต่อสภาพทรัพยากรธรรมชาติ

เบื้องต้นจึงมีคำสั่งห้ามเรือภาณุนีเข้าในบริเวณเกาะสิมิลันเป็นเวลา 30 วัน และทางอุทยานสิมิลันได้สั่งห้ามให้เรือลำดังกล่าวเข้าอุทยานสิมิลันแล้ว 30 วัน และรอผลการสอบสวนอีกครั้ง ทั้งนี้ ปกติแล้วทางอุทยานได้มีการอบรมกัปตันเรือและไกด์ อยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งเรือที่เข้าไปในเขตอุทยานทุกลำจะต้องผ่านการอบรมอยู่แล้วจะมาบอกว่าไม่ทราบว่าอยู่ในเขตอุทยานหรือไม่คงไม่ได้

“อยากฝากถึงผู้ประกอบการต่างๆ ไกด์นำเที่ยว ว่า ทรัพยากรธรรมชาติของเกาะสิมิลันมันเป็นสมบัติ เป็นแหล่งทำกินของผู้ประกอบการเอง ถ้ามาหวังได้เงินเล็กๆ น้อยๆ แล้วทำให้ทรัพยากรเสียหายอีกหน่อยก็จะไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยว โปรดช่วยกันคนละไม้ละมือเพื่อรักษาทรัพยากรไว้”ด้านนายหล้าหมาน กุจิ กัปตันเรือภาณุนี กล่าวว่า ตนได้นำเรือพร้อมนักท่องเที่ยวชาวจีน-ฮ่องกงไปยังเกาะสิมิลัน เมื่อวันที่ 29 เม.ย.- 2 พ.ค. โดยมีนักท่องเที่ยวอยู่บนเรือ 20 คน ตนไม่ทราบด้วยว่านักท่องเที่ยวมีอุปกรณ์อะไรมาบ้าง เนื่องจากว่าเป็นเวลากลางคืน พอนักท่องเที่ยวมาถึงเรือตนก็ออกเรือไปเลย พนักงานบนเรือ ไกด์ ก็ไม่มีการตรวจสอบเนื่องจากว่าเป็นกระเป๋าของนักท่องเที่ยว มาทราบอีกทีก็ตอนเช้าเรือก็เดินทางไปถึงเกาะสิมิลันพอดี เนื่องจากว่า ก่อนดำน้ำต้องมีการเช็กสภาพร่างกาย จึงเห็นว่าในกระเป๋าของนักท่องเที่ยวมีอุปกรณ์ยิงปลามาด้วย ตนจึงบอกไกด์ว่า ให้ไปบอกนักท่องเที่ยวว่าห้ามทำการใดๆ ในเขตอุทยานที่เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติโดยเด็ดขาด

“แต่นักท่องเที่ยวกลับไม่ฟังจะดำน้ำลงไปยิงปลาใต้น้ำให้ได้ แต่ถ้าไม่ฟังตนจะพาออกไปนอกเขตอุทยานทันที ตนก็เลยนำเรือพานักท่องเที่ยวออกมาเกาะสิมิลันในวันรุ่งขึ้น ซึ่งในวันแรกก็จะดำน้ำตามปกติ ตนได้บอกว่าห้ามนำอุปกรณ์ยิงปลาที่พามาด้วยใช้อย่างเด็ดขาด โดยในวันที่มีการยิงปลารวมๆ กันแล้วประมาณ 2-3 เข่ง ซึ่งเป็นพวกปลาเก๋าต่างๆ  ก็มีการดำน้ำยิงปลาในน้ำลึก ส่วนกุ้งมังกรมีการดำน้ำในซอกหินที่อยู่ด้านนอกเขตอุทยาน ซึ่งเป็นสถานที่นักท่องเที่ยวชอบมาดำน้ำดูปะการัง ในระดับความลึกกว่า 30 เมตร โดยปลาที่จับได้นักท่องเที่ยวก็จะนำมาทำเป็นอาหารกินบนเรือ ซึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวดำน้ำยิงปลาอยู่ห่างจากเกาะสิมิลันประมาณ 27-28 ไมล์ทะเล”

พร้อมยอมรับ ตนและลูกเรือต่างรู้สึกไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับนักท่องเที่ยวไม่เชื่อฟังด้วย หากตนทราบมาก่อนว่ามีการนำอุปกรณ์ยิงปลามาด้วย ตนจะไม่ยอมนำเรือออกโดยเด็ดขาด.

ที่มา>>>Thairath