เขื่อนจีนปล่อยน้ำลงโขงคาดถึงเชียงแสนวันนี้ ระทึก! 10 จว.ลุ่มเจ้าพระยาเสี่ยงน้ำท่วม

 เมื่อวันที่ 25 ส.ค. นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล โฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แถลงว่า สถานการณ์แม่น้ำโขงในปัจจุบัน ที่มีการเฝ้าระวังและเตรียมการอย่างใกล้ชิดถึงระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น โดยมีผลจากการระบายน้ำจากเขื่อนจิ่งหง ประเทศจีน ประกอบกับปริมาณฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ เตือนประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำโขงพร้อมรับสถานการณ์ ฟังข่าวสารจากหน่วยงานและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างใกล้ชิด นายสุพจน์ กล่าวว่า เดือนกันยายนและตุลาคม ปี 2559 พื้นที่ต่ำบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมล้นตลิ่ง ประชาชนใน 10 พื้นที่ประกอบด้วย จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดชัยนาท จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร ต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ตามคำแนะนำเช่นกัน ด้าน นส.ผกายมาศ เวียร์ร่า รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงรายและประธานกรรมการบริษัทแม่โขงเดลต้า ทราเวล เอเจนซี่ จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับรายงานการระบายน้ำจากเขื่อนจิงหงของจีนที่ปล่อยน้ำสูงกว่ามาตรฐานปกติ 1,200 ลูกบาศก์เมตร/วินาที โดยเมื่อวันที่ 22-23 สิงหาคม ได้ปล่อยน้ำวันละกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ขณะที่วันที่ 24 ส.ค. มีการปล่อยน้ำมากขึ้นเป็น 2,800 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ทำให้มีมวลน้ำขนาดมหึมากำลังไหลสู่แม่น้ำโขงตอนล่าง “ขณะนี้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงแถวจังหวัดหนองคายและอุดรธานีก็มีมากอยู่แล้ว หากน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนจีนมาถึง ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์น่าเป็นห่วง ซึ่งเมื่อโทรไปสอบถามทางจีน เขาก็ให้เราช่วยเช็คให้ด้วยว่า น้ำที่มากมายขนาดนี้เกิดจากลำน้ำสาขาด้วยหรือไม่ เพราะฉะนั้นวันที่ 25 สิงหาคม ต้องจับตาดูว่าน้ำที่มาถึงเชียงแสนจะมากมายขนาดไหน และส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง” นส.ผกายมาศ กล่าว

ขณะที่พระอภิชาติ รติโก เจ้าอาวาสวัดสบกก ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงในตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์นี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงและแม่น้ำกกเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะ 3 วันที่ผ่านมา โดยในวันนี้ช่วงเช้าแม่น้ำโขงอยู่ที่ระดับ 5.98 เมตร โดยที่ระดับวิกฤตสำหรับที่นี่คือ 7 เมตร ตั้งแต่น้ำโขงเพิ่มระดับขึ้นนี้ ชาวบ้านได้เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยเฉพาะข้าวโพดที่ปลูกไว้ หากไม่ทันผลผลิตก็จะจมน้ำทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่า เขื่อนจิงหงในจีนมีการระบายน้ำเพิ่มเป็นเท่าตัว ชาวบ้านได้เตรียมรับมือไว้หรือยัง พระอภิชาติ กล่าวว่า ตนมีความกังวลว่าจะสร้างความเสียหายอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้ก็เกือบ 6 เมตรแล้ว หากเพิ่มอีกเพียงเมตรเดียวก็คงท่วม โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกรอบๆ หมู่บ้าน

“ตอนนี้ชาวบ้านหยุดหาปลาแล้วเพราะน้ำมามาก พวกเครื่องมือหาปลา เรือ ก็เก็บกันหมดเพื่อไม่ให้ถูกน้ำพัดเสียหาย แต่ที่สงสัยมากคือทำไมจึงไม่มีการแจ้งเตือนจากหน่วยงานรัฐที่มีความน่าเชื่อถือ ทุกวันนี้ชาวบ้านได้รับข้อมูลจากคนขับเรือจีน ไม่มีการที่มาแจ้งเตือนประชาชนอย่างเป็นทางการ” พระอภิชาติ กล่าว

ด้านนส.จินตนา เกสรสมบัติ ชาวบ้านตำบลหอคำ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ระดับน้ำโขงได้เพิ่มขึ้นมา 2-3 วันแล้ว สร้างความเสียหายบางส่วน ตอนนี้ชาวบ้านได้ยินว่า เขื่อนจีนระบายน้ำเพิ่มทำให้ยิ่งกังวลว่า น้ำโขงจะไหลเข้าลำน้ำสาขาและท่วมที่นาซึ่งกำลังปลูกข้าวอยู่

“ปีนี้แนวโน้มน้ำท่วมรุนแรง เพราะมีทั้งน้ำฝนที่ตกทางตอนล่างและยังซ้ำเติมด้วยน้ำจากเขื่อนจีนที่กำลังปล่อยมา ชาวบ้านต่างกังวลกันมาก จึงเร่งเก็บพริก เก็บพืชผักที่ปลูกไว้เพราะกลัวว่าจะได้รับความเสียหาย” นส.จินตนา กล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

ชาวสิเกาสลด! “หลวงตาดวง”อายุ 90 ปีที่โดนคนร้ายเอาสีราดทั้งตัว มรณภาพแล้ว

จากกรณีที่หลวงตาดวง ปิยนนโท (ภักดี) อายุ 90 ปี พระลูกวัดไม้ฝาด ในอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ที่ถูกนายกิตติศักดิ์ รอดอ่อน อายุ 29 ปี ชาวอำเภอสิเกา ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าอาวาสวัดใช้สีกันสนิมราดตัวจนตัวเปรอะเลอะไปทั้งตัวเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดหลวงตาดวงได้มรณภาพลงแล้ว หลังจากที่ทำการรักษาตัวอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 4 เดือน ส่วนกำหนดพิธีสวดพระอภิธรรมในวันที่ 30-31 สิงหาคม และประชุมเพลิงในวันที่ 1 กันยายน ที่วัดไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง  พ.ต.อ.พสิษฐ์ ตานติปัรชญา ผกก.สภ.สิเกา เปิดเผยว่า นายกิตติศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีทำร้ายหลวงตาดวง ได้ถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลา 4 ปี รวมทั้งโดนคดีหนีหมายศาลคดีลักทรัพย์อีก 6 เดือน นอกจากนี้ยังมีคดีอื่น ๆ อีกมากมายที่รอการตัดสินอีก  ด้านนายมานิต ช่วยธานี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรังเขต 2 อ.สิเกา กล่าวว่า หลวงตาดวงนั้น หลังจากถูกทำร้ายและราดสีกันสนิมเข้าตา จนสายตามองไม่เห็นทั้งสองข้าง ด้านความรู้สึกของญาติพี่น้องของหลวงตาดวง หลังเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องหาได้ ญาติก็ไม่ติดใจ ซึ่งสาเหตุในการมรณภาพหลวงตาดวงครั้งนี้ อยู่ระหว่างการวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งการมรณภาพของหลวงตาดวงในครั้งนี้สร้างความเสียใจให้กับลูกศิษย์ และชาวบ้านเป็นอย่างมาก

ที่มา>>>ข่าวสด

อุต๊ะ!! ชาวบ้านงมหอยในคลอง-เจอกระสุนปืน4พันนัด รีบเก็บส่งตำรวจ

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.วิชัย วิชยานฤพล ผกก.สภ.เมืองพัทลุง ร่วมกับชุดประสานงานกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาค 4 จ.พัทลุง เข้าตรวจสอบกระสุนปืนลูกซอง 4,000 นัด ที่นายนิคม เยาว์นุ่น กำนันตำบลชัยบุรี อ.เมืองพัทลุง นำมามอบหลังจากชาวบ้านลงไปหาหอยในคลองบ้านอ้ายใหญ่ หมู่ที่ 2 ต.ชัยบุรี อ.เมืองพัทลุง แต่กลับเจอกระสุนจำนวนมาก เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา โดยหลังจากนำขึ้นมาแล้วจึงช่วยกันเก็บใส่กระสอบแล้วมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เก็บไว้เป็นหลักฐาน พ.ต.อ.วิชัย กล่าวว่า กระสุนปืนดังกล่าวเป็นกระสุนปืนลูกซองชนิดหัวจีบหรือลูกโดด สีเขียว ส่วนใหญ่พบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ คาดว่าผู้ครอบครองจะนำมาทิ้งไว้ในคลองก่อนหน้า 1–2 วัน เนื่องจากถูกตำรวจและทหารกวดขันจับกุมอย่างต่อเนื่อง เกรงจะมีความผิดเลยนำมาทิ้ง ทั้งนี้ วันรุ่งขึ้นตำรวจจะผนึกกำลังร่วมกับทหารกองพันทหารช่างที่ 402 ค่ายอภัยบริรักษ์ และชาวบ้านในพื้นที่ลงตรวจสอบลำคลองดังกล่าวโดยละเอียดอีกครั้ง พร้อมขยายผลหาตัวเจ้าของกระสุนมาเพื่อสอบสวนต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

โรคปากเท้าเปื่อยระบาดไนท์ซาฟารี เลียงผา-วัวแดงตาย

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 24 ส.ค.นายอินถา หลวงใจ กำนันตำบลหนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากที่ตนได้เข้าร่วมปรชุมกับนายสัตวแพทย์ชาตรี คูหเทพารักษ์ หัวหน้ากลุ่มงานสัตว์แพทย์ อนุรักษ์และวิจัย และทีมสัตวแพทย์ของสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลและให้อาหารสัตว์ที่ไนท์ซาฟารีเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา กรณีปัญหาเกิดโรคระบาดคือโรคปากเท้าเปื่อย ผลสรุปในที่ประชุมสรุปให้ทางกำนันผู้ใหญ่บ้านประกาศแจ้งเตือนชาวบ้านได้ตามหน้าที่ เพราะเป็นห่วงว่าโรคจะระบาดและแพร่เชื้อออกจากพื้นที่ควบคุมของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเพราะไนท์ซาฟารีไม่สามารถควบคุมโรคได้ถึงแม้จะเป็นโรคที่ไม่ระบาดสู่คนก็ตามนายอินถา หลวงใจ กำนันตำบลหนองควาย กล่าวอีกว่า นายสัตวแพทย์ชาตรี แจ้งกับตนในที่ประชุมครั้งแรกกรณีปัญหาเริ่มเกิดโรคระบาดปากเท้าเปื่อย ที่เริ่มระบาดมาเมื่อ 1 สัปดาห์มาแล้วว่า ปัญหาเกิดโรคระบาดในพื้นที่ไนท์ซาฟารีแล้วนั้นทางไนท์ฯจะขอเวลาในดูแลรับผิดชอบในการป้องกันและรักษาโรคดังกลาวก่อนเพื่อไม่ให้กระทบกับหลายฝ่าย และไม่ต้องการให้ประชาชนแตกตื่นและตื่นตระหนก และเป็นห่วงผลกระทบกับการท่องเที่ยวด้วย ทางไนท์ซาฟารีแจ้งอีกว่า จะมีการกักกันพื้นที่สัตว์ป่วย โดยแยกสัตว์ออกมารักษา และจะควบคุมรักษาโรคให้ได้จากที่พบว่าเลียงผาเสียชีวิตไปแล้ว 1 ตัวในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ก็ทราบอีกว่า มีวัวแดงได้เสียชีวิตเพิ่มอีกจำนวน 1 ตัว และเชื่อว่ามีสัตว์อื่นๆอีกที่เสียชีวิตจำนวนหนึ่งส่วนใหญ่เป็นสัตว์เท้ากีบ เมื่อได้เข้าไปประชุมหารือกับทีมสัตว์แพทย์ของสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ดังกล่าว สรุปคือทางไนท์ซาฟารีไม่สามารถควบคุมและรักษาโรคปากเท้าเปื่อยได้ ถึงจะบอกเหตุผลว่า มีการกำจัดสัตว์ที่ตายแล้วโดยการนำไปฝังกลบและฆ่าเชื้อโดยใส่ปูนขาวแล้วก็ตาม ตนก็ยังเป็นห่วงว่าเมื่อเกิดฝนตกหนักน้ำฝนกัดเซาะทำให้เชื้อโรคระบาดอีก ก็น่าเป็นห่วงเพราะพื้นที่ไนท์ซาฟารีเป็นป่าต้นน้ำของหมู่บ้านทั้ง อ.เมือง อ.หางดง จ.เชียงใหม่อีกด้วย

“ทีมสัตวแพทย์ไนท์ซาฟารียืนยันว่า ได้ควบคุมโรคปากเท้าเปื่อยได้ดีไม่เกิดโรคดังกล่าวติดต่อกันมานานถึง 10 ปี แต่ปีนี้เกิดระบาดอีกครั้ง ทางไนท์ซาฟารีจะพยายามป้องกันโรคก่อน แต่สุดท้ายเมื่อวาน(วันที่ 23 ส.ค.) เมื่อตนได้เข้าร่วมประชุมกรณีปัญหาดังกล่าวซึ่งตนทราบว่าทางไนท์ซาฟารีไม่สามารถควบคุมและรักษาโรคปากเท้าเปื่อยได้ จึงนำปัญหาดังกล่าวทั้งหมดรายงานให้นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ นายอำเภอหางดง จ.เชียงใหม่ทราบ และรายงานให้ปศุสัตว์อำเภอหางดงทราบแล้ว จากนั้นรายงานให้ทางประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านทราบต่อไปเพื่อประกาศให้ชาวบ้านทราบปัญหาและเตรียมการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคต่อไป ล่าสุดทางปศุสัตว์อำเภอได้ลงพื้นที่ทำงานตรวจสอบพื้นที่ไนท์ซาฟารีแล้ว และเรื่องนี้ล่าสุดทุกหน่วยงานรายงานให้นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบแล้วเช่นกัน กำนันตำบลหนองควายกล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเลียงผา ที่ตายไป 1 ตัวแรกนั้น จากที่ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ดร.ศราวุฒิ ศรีศกุน ผู้อำนวยการสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี แจ้งว่าเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ได้สมาชิกใหม่ เป็นลูกเลียงผา จำนวน 1 ตัว เพศผู้ ซึ่งเกิดจาก “พ่อตองหก” วัย 3 ปี  และ “แม่ปาริชาติ” วัย 4 ปี 6 เดือน โดยลูกเลียงผามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี และได้รับการเลี้ยงดูแบบธรรมชาติจากแม่เลียงผาอยู่ในโซนซาวันน่า ซาฟารี และปัจจุบันเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี มีเลียงผาทั้งหมด จำนวน 8 ตัว เป็นตัวผู้ 5 ตัว และตัวเมีย 3 ตัว

การที่เลียงผาได้เสียชีวิตไป 1  ตัว ซึ่งทางเชียงใหม่ไนท์ซาฟารียังไม่แจ้งว่าเป็นเพศอะไร ซึ่งเลียงผาฝุงดังกล่าวชาวบ้านและนักท่องเที่ยวก็เป็นห่วงว่าจะเกิดระบาดของเชื้อโรคปากเท้าเปื่อยเพิ่มไปหาเลี้ยงผาที่เกิดใหม่นี้หรือไม่

ที่มา>>>ข่าวสด

ตร.เปิดภาพสเก็ตซ์ผู้ต้องสงสัย 4 ราย วางบึ้มหัวหิน-พังงา

 เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทะเบียนอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยภาพสเก็ตซ์ผู้ต้องสงสัย 3 คน ที่ก่อเหตุวางระเบิดภายในเขตเทศบาลอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และผู้ต้องสงสัยวางระเบิดในเขตชุมชนบริเวณตลาดบางเนียง จ.พังงา โดยผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 คน กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพได้อย่างชัดเจน โดยทั้งหมดเป็นชายแต่งกายคล้ายนักท่องเที่ยว สวมหมวกปิดบังใบหน้า และสะพายเป้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรวบรวมหลักฐานและติดตามตัวและออกหมายจับต่อไป 

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่มชะตาขาด! ซิ่งจยย.แซงซ้ายหนีรถติด เสยโครมท้ายรถสิบล้อ เสียชีวิตคาที่

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 23 ส.ค. ร.ต.อ.อรรถกานต์ จูมพลา รอง สว.(สอบสวน)สน.ธรรมศาลารับแจ้งเหตุ รถจยย.ชนท้ายรถบรรทุก 10 ล้อ บนถนนบรมราชชนนี ก่อนถึงซอยบรมราชชนนี 117 ประมาณ 50 เมตร แขวง ศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กทม. ส่งผลทำให้ผู้ขับขี่รถจยย.เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จึงรายงานผู้บังคับบัญชาให้ทราบก่อนรุดไปตรวจสอบพร้อม แพทย์นิติเวช รพ.ศิริราช และอาสาสมัครกู้ชีพมูลนิธิร่วมกตัญญู  ที่เกิดเหตุอยู่ในเลนคู่ขนาดริมฟุตบาท พบศพนายกิตติศักดิ์ มังคะลา อายุ 43 ปี ใส่เสื้อกล้ามสีแดง สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีแดงภายนอก กางเกงยีนส์ขาสั้น นั่งคร่อมอยู่กับ รถจยย.ยี่ห้อ ยามาฮ่า รุ่นสปาร์ค สีน้ำตาล ทะเบียน ขฉพ 79 จันทบุรี ซึ่งอัดอยู่กับท้ายรถบรรทุก 10 ล้อ ยี่ห้อ ฮีโน่ สีขาว ทะเบียน 81-9446 เพชรบูรณ์ จนรถจยย.พังยังทั้งคัน

จากการตรวจสอบสภาพศพบริเวณในหน้าและศรีษะยุบ มีเลือดไหลนอนเต็มทั่วใบหน้าเสียชีวิต นอกจากนี้จากการตรวจสอบภายในกระเป๋ายังกางเกงของผู้ตาย พบสารเป็นเกล็ดสีขาว น้ำหนักประมาณ 1 กรัม บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใช้หนังยางมัดเป็นหลอด เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมเพื่อส่งตรวจว่าเป็นสารชนิดใด  จากการสอบสวนในที่เกิดเหตุทำให้ทราบว่า ช่วงเกิดเหตุในช่องทางคู่ขนานมีประมาณรถมาก การจราจรเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ โดยผู้ตายขับปาดแซงซ้ายแซงขวา คาดว่าเป็นช่วงจังหวะที่แซงซ้ายแต่มุมอับสายตา จึงมองไม่เห็นรถที่จอดและพุ่งชนเข้าอย่างจัง จากการสอบสวนนายธนาดูล บุญมา อายุ 32 ปี คนขับรถบรรทุก 10 ล้อ เผยว่า ตนขับรถมาจอดอยู่ริมถนนในลักษณะดังกล่าวเพื่อทำธุระละแวกนี้ ได้สักพักหนึ่งกำลังเก็บข้าวของเพื่อลงจากรถ จู่ๆได้ยินเสียงโครมดังจากข้างหลังรถ จึงลงไปดูก็พบผู้ตายอยู่ในสภาพดังกล่าวแล้ว จึงเข้าไปช่วยเหลือพร้อมชาวบ้านหลายคนก่อนรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่แจ้งข้อหากับผู้ใดโดยจะเร่งตามหากล้องวงจรที่สามารถจับภาพขณะเกิดเหตุ อย่างไรก็ตามจะส่งศพไปผ่าพิสูจน์ที่นิติเวชรพ.ศิริราชเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

จุดธูปขอเจ้าป่าเปิดทางทีมค้นหานักท่องเที่ยวหลงถ้ำที่แม่สาย

จากกรณีมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ คาดเป็นชาวจีนหรือชาวญี่ปุ่น อายุประมาณ 55-60 ปี สูญหายในเขตวนอุทธยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยทิ้งไว้เพียงจักรยานข้างร้านค้า ทางเข้าด้านข้างวนอุทธยานนานนับสัปดาห์ จนคาดว่าหลงทางในถ้ำ ทางเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายออกทำการค้นหาตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 ส.ค. เรื่อยมา เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มชุดค้นหา โดยมี ทีมนักประดาน้ำจากสมคมกู้ภัยศิริกรณ์เชียงราย มาช่วยเหลือการค้นหาเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากระดับน้ำในถ้ำยังไหลเชี่ยวและอันตราย มีฝนตกติดต่อกันเรื่อยมาหลายวัน จนทางเจ้าหน้าที่ต้องยุติภาระกิจการค้นหา เมื่อวันที่ 16.00 น. วันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่วนอุทธยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย นายชุติเดช มีจันทร์ นายอำเภอแม่สาย เชียงราย เดินทางมาร่วมอำนวยการค้นหา พร้อมทั้งขอขอบคุณ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานที่ร่วมกันช่วยค้นหาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 วันแล้ว ถึงแม้จะยังไม่มีอะไรคืบหน้าก็ตาม ทุกฝ่ายทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่า นักท่องเที่ยวคนดังกล่าวเสียชีวิตไปแล้ว เพราะยังไม่มีพบศพ อาจจะยังมีความหวังอยู่ก็เป็นได้ เพราะในถ้ำมีน้ำให้ประทังชีวิตได้ คนเราขาดอาหารได้ แต่ขาดน้ำไม่ได้ ก็ยังรอฟังข่าวด้วยความหวังต่อไป ด้าน พ.ต.ท.อรรนพ  เลิศสุวรรณ รอง.ผกก.ป สภ.แม่สาย สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งชุดสายสืบ ออกตามหาข่าว คนหายในพื้นที่ และหาเบาะแสการเข้าพักอาศัยของชาวต่างชาติ ลักษณะตามที่ได้รายงานมา พร้อมด้วยจักรยานแบบหญิงสีฟ้า ทั้งในเขต อ.แม่สาย และอ.ห้วยไคร้ เป็นที่น่าแปลกว่าขาดการติดต่อนานนับสัปดาห์เหตุใดไม่มีคนมาแจ้งหาย ต่อให้เช่าพักแบบรายวันหรือ รายเดือน ผู้ให้เช่าก็น่าจะผิดสังเกต หรือทราบข่าวจากสื่อต่างๆที่เสนอข่าวการหายไปตั้งหลายวันมาแล้ว ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่กำลังไปเช็คกล้องวงจรปิดของห้างโลตัสใกล้เคียง เพราะผู้ที่สูญหายได้ไปจับจ่ายซื้อสินค้าจากโลตัส ไม่ทราบสาขาใด มีหลักฐานเป็นถุงโลตัสตกอยู่หน้าถ้ำ รวมกับของเส้นไหว้ ที่ผู้สูญหาย ทำพิธีไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนหายไปในถ้ำ หากได้ภาพจากกล้องวงจรปิด คาดว่าจะรู้ชื่อและตรวจสอบกับ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้

ด้าน น.ส.ฤทัยวรรณ ปฏิเสน เจ้าพนักงานพิทักษ์ป่า วนอุทธยาน ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เปิดเผยว่า ถึงแม้จะติดตามค้นหาหลายวันจะไร้วี่แวว การส่งเจ้าหน้าที่เข้าค้นหาในถ้ำ คงจะยุติลงชั่วคราว แต่ยังคงขอให้เจ้าหน้าที่ของ วนอุทธยานค้นหาโดยรอบ อาจจะได้ร่องรอยก็เป็นได้

ขณะที่ นายชูเกียรติ เหลืองโสภาพรรณ หัวหน้าชุดปฏิบัติงาน สมาคมศิริกรณ์ เปิดเผยว่า วันนี้นำทีมค้นหาเป็นนักประดาน้ำ และฝ่ายสนับสนุนรวม 9 นาย การเข้าถ้ำในวันนี้เดินเท้าฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวเข้าไป ความยาวกว่า 1 กม. ใช้เวลา ไป-กลับเกือบ 3 ชม. ไม่พบสิ่งผิดสังเกต ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นเน่าเหม็น เหมือนที่เจ้าหน้าที่ชุดเมื่อวานเจอ แม้ส่งสัญญาณเสียง แสง ไปตามจุดอับต่างๆ ตามทางที่ผ่าน ก็ไม่มีการโต้ตอบกลับมา ในถ้ำกระแสน้ำแปรปรวนตลอด บางจุดน้ำสูงเกือบท่วมหัว ถึงแม้ภายนอกในจะหยุดตกมาสองวันแล้ว แต่กระแสน้ำในถ้ำยังเพิ่มขึ้นไหลแรงเป็นบางจุด ต้องคอยดูแลลูกชุด ให้ระมัดระวังตัวตลอดเวลา

รายงานข่าวแจ้งว่า ตลอดทั้งวันมีชาวบ้านเดินทางมาเพื่อติดตามข่าว โดยเจ้าหน้าที่ต้องปิดกั้นโซนปากถ้ำ ไม่ให้บุคลภายนอกเข้าไป เกรงจะเกิดอันตรายซ้ำขึ้นมา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เปิดแผงกั้นเพื่อระบายน้ำออก คาดว่าจะช่วยให้ระดับน้ำในถ้ำลดลงไม่มากก็น้อย ชาวบ้านเริ่มหันมาพึ่งทางไสยศาสตร์มีการนำธูป เทียนมาจุดบอกเจ้าป่าเจ้าเขา ขอให้เปิดทางไม่บังตาให้กับทีมค้นหา ด้วยความหวังว่าขอให้เจอในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่อยากให้เสียชีวิตคาถ้ำ

ที่มา>>>ข่าวสด

ระทึก! รถหกล้อทำล้อหล่นใส่เก๋งฮอนด้าที่ขับตามมาเต็มๆ โชคดีไร้คนเจ็บ

 เหตุระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 22 ส.ค.2559 บริเวณถนนเพชรเกษม ก่อนถึงขนส่งราชบุรีเล็กน้อย โดยรถบรรทุก 6 ล้อทะเบียน 84-9588 นครปฐม บรรทุกยางล้อขนาดใหญ่เต็มท้ายรถ แต่เกิดมียางหลุดจากกระบะท้ายหล่นไปกลางถนน ใส่รถเก๋งฮอนด้าซิตี้ สีขาว ที่วิ่งตามหลังมา จนทำให้รถเสียหาย กระจกหน้าแตก กันชนหลุด  แต่โชคดีที่ผู้ขับขี่รถเก๋งฮอนด้าซึ่งเป็นหญิงสาวและเพื่อนอีก 2 คนไม่ได้รับอันตราย สาเหตุเบื้องต้นเพราะรถบรรทุกสิ่งของแล้วไม่มีผ้าใบคลุม ซึ่งอาจเกิดอันตรายขึ้นได้

ที่มา>>>ข่าวสด

บึ้ม!สนั่นกลางดึกถังเก็บน้ำเสียโรงงานในนิคมเหมราชที่ระยอง ไฟลุกท่วมคนงานเจ็บ 1 ราย

 เมื่อเวลา 02.15 น. วันที่ 22 ส.ค. ร.ต.ท.ไมตรี พากุล รองสารวัตร สอบสวน สภ.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง รับแจ้งมีเหตุระเบิดและเกิดไฟลุกไหม้ภายในบริษัท พีทีที ฟีนอล จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 9 ซอย จี 9 นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก ต.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง จึงประสานรถดับเพลิงพร้อมรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบเพลิงกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง มีกลุ่มควันพวยพุ่งจับท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้างส่งกลิ่นเหม็นรอบบริเวณ โดยมีรถดับเพลิงของนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก 2 คัน รถดับเพลิงกลุ่มผู้ประกอบการ 2 คัน เข้าไปช่วยดับเพลิงโดยใช้โฟมและน้ำ ขณะเดียวกันรถดับเพลิงเทศบาลเมืองมาบตาพุด มาจอดรออยู่ที่หน้าประตูโรงงาน หลังได้รับรายงาน นายวีระศักดิ์ แจ้งการ ผอ.สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานกลุ่มมาบตาพุด พร้อมด้วยนายธวัชศักดิ์ เกิดมณี นายช่างระดับ 8 เดินทางเข้าไปตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมฉีดโฟมและน้ำ ใช้เวลานาน 2 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงได้ ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่การนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดร่วมกับเจ้าหน้าที่ทีมงานสิ่งแวดล้อม ของบริษัท พีทีที ฟีนอล ออกตรวจวัดคุณภาพอากาศบริเวณชุมชนใกล้โรงงาน เบื้องต้นทราบว่า ได้เกิดระเบิดที่ถังเก็บระบบบำบัดน้ำเสียภายในโรงงาน (แยกน้ำมันออกจากน้ำ) ถังขนาด 537 ลบ.ม. จากนั้น เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่กำลังทำงานอยู่ในห้องควบคุมที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ถูกแรงอัดเข้าที่บริเวณหน้าอกถึงกับมีอาการจุกและแน่นหน้าอก 1 ราย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต สาเหตุการเกิดระเบิดและไฟไหม้ครั้งนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบทั้งนี้โรงงาน พีทีที ฟีนอล จำกัด ผลิตสารฟีนอลและสารอะซีโตน ในการผลิตพลาสติกเกรดดี หลังเกิดเหตุทางบริษัท พีทีที ฟีนอล ออกมาชี้แจงว่าเมื่อเวลา 02.45 น. เกิดเพลิงไหม้ถังเก็บน้ำเสีย ภายในโรงงาน ขณะนี้บริษัทฯเร่งดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ โดยทีมผู้ชำนาญการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินของบริษัทฯเข้าระงับเหตุทันที

ต่อมาเวลา 04.17 น. เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมเพลิงได้อย่างสงบ และรอเข้าเคลียร์พื้นที่และตรวจสอบหาสาเหตุของการระเบิด

ที่มา>>>ข่าวสด

เพื่อนแค้นเพื่อน!! บุกกระหน่ำยิงถึงบ้าน หลังปืนตบ-อิฐทุบหน้า ฝากอีกคนนัดเจอ

 เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 22 ส.ค. พ.ต.ต.รุ่งอรุณ ยั่งยืน สารวัตรเวร สภ.สำโรงใต้ สมุทรปราการ ได้รับแจ้งมีเหตุชายถูกยิงด้วยอาวุธปืนได้รับบาดเจ็บมาเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสำโรงการแพทย์ หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเดินทางเข้าตรวจสอบ

บนเตียงคนไข้ภายในห้องฉุกเฉิน พบแพทย์กำลังให้การรักษานายศรารักษ์ ศรีนาค อายุ 28 ปี ซึ่งมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่บริเวณช่วงเอวด้านหลังจำนวน 4 นัด กระสุนฝังใน แพทย์ได้ให้การรักษาอย่างเร่งด่วน ก่อนนำเข้าห้องผ่าตัดเป็นการเร่งด่วน เพื่อผ่าเอาหัวกระสุนออกมา จากการสอบสวนนายตะติ แสงสินธ์ อายุ 20 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ ขณะที่ตนและผู้บาดเจ็บและพวกอีก 2 คน กำลังนั่งดูทีวีอยู่ในบ้าน หมู่ 8 ซอยหัวแตก ถนนรถรางเก่า ต.สำโรงกลาง อ.พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านของนายณรงค์ฤทธิ์ ชาดี อายุ 20 ปี จู่ๆ นายแป๊ก หรือ นายสุขเกษม แซ่คลิ อายุ 29 ปี ได้เดินมาที่หน้าบ้าน ก่อนที่จะชักอาวุธปืนแบบแม็กกาซีนไม่ทราบขนาดออกมากระหน่ำยิงผู้บาดเจ็บและพวกจำนวน 5 นัด ตนและพวกต่างพากันวิ่งหนีตายกันอลหม่าน กระสุนถูกผู้บาดเจ็บที่ช่วงเอวด้านหลังจำนวน 4 นัด ล้มฟุบอยู่กับพื้นบ้าน หลังก่อเหตุนายแป๊ก ผู้ก่อเหตุได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น PCX สีฟ้า จำเลขทะเบียนไม่ได้หลบหนีไป ตนและเพื่อนจึงได้ย้อนกลับเข้ามาดู พบว่านายศรารักษ์ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ จึงได้ช่วยกันหามผู้บาดเจ็บส่งรักษาที่โรงพยาบาลสำโรงการแพทย์ ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 500 เมตร

นายตะติ ยังให้การเพิ่มเติมอีกว่า ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณปีที่แล้ว ผู้บาดเจ็บและผู้ก่อเหตุเคยเป็นเพื่อนกันได้เกิดมีปากเสียงกัน ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าเรื่องอะไร จนกระทั่งเมื่อประมาณ 3-4 วัน ที่ผ่านมา นายแป๊ก ได้พูดจาข่มขู่ผ่านเพื่อนผู้บาดเจ็บมาว่า จะส่งคนมาเอาผู้บาดเจ็บไปฆ่า เมื่อผู้บาดเจ็บรู้เรื่องจึงได้โทรศัพท์ไปหานายแป๊ก ผู้ก่อเหตุ พร้อมทั้งท้าทายว่า อย่ามาขู่ ถ้าแน่จริงก็มาตัวต่อตัวกันเลยดีกว่า

หลังจากนั้นนายแป๊ก ผู้ก่อเหตุก็ได้หายตัวไป จนกระทั่งช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่ นายตะติ กำลังนอนหลับอยู่ในบ้านหลังที่เกิดเหตุ นายแป๊ก ก็เอาก้อนอิฐบล็อก มาทับใส่หน้าตนจนก้อนหินอิฐบล็อกแตกกระจาย ก่อนที่จะเอาฆ้อนมาทุบก้อนหินอิฐบล็อกที่แตกเกลื่อนอยู่บนใบหน้าของตนจนได้รับบาดเจ็บมีแผลหลายแห่งที่ใบหน้า

ก่อนที่นายแป๊ก จะสอบถามว่าเห็นนายศรารักษ์ ผู้บาดเจ็บหรือเปล่า และ สอบถามตนว่า ผู้บาดเจ็บอยู่ที่ไหน ตนก็ไม่ตอบ จึงถูกนายแป๊ก ใช้ด้ามปืนตบเข้าที่ใบหน้าหลายครั้ง พร้อมทั้งฝากให้ไปบอกผู้บาดเจ็บ ถ้าแน่จริงออกไปเจอกันที่ปากซอย ก่อนที่นายแป๊ก จะหลบหนีออกไป จนกระทั่งกลางดึกของคืนนี้นายแป๊ก ได้ย้อนกลับมาที่บ้านที่เกิดเหตุอีกครั้ง พร้อมด้วยอาวุธปืนและกระหน่ำยิงใส่ผู้บาดเจ็บหลายนัด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สามารถเก็บปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่ในที่เกิดเหตุจำนวน 1 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด